Category Archives: นักฟุตบอล

ไปไหนดีชิรูด์ เมื่อการนั่งสำรองที่เชลซี อาจมีผลกระทบต่อตำแหน่งในทีมชาติ

ดูเหมือนว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้วสำหรับกองหน้ารูปหล่อสัญชาติฝรั่งเศส อย่างโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ของสโมสรสิงโตน้ำเงินครามเชลซี ที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของเขาในสโมสรมันจะส่งผลกระทบโดยตรงไปถึงตำแหน่งในทีมชาติฝรั่งเศสเสียแล้ว เมื่อเขากลายมาเป็นตัวสำรองที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในฤดูกาลนี้รอคอยโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรอง ของทีมชุดเลือดใหม่ของแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่มีผู้เล่นพลังหนุ่มฟอร์มแรงค่าตัวแพงขวางอยู่เต็มไปหมด

นอกจากผู้เล่นตัวจริงที่เบียดเขามาเป็นเพื่อนสนิทกับม้านั่งในฤดูกาลนี้ จะมีแต่บรรดาเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังและค่าตัวแพงแล้ว ยังเห็นได้ว่าทีมของแลมพาร์ดนั้นกับลังค่อย ๆ ถูกปรับแต่งให้เล่นเข้ากันและทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย มันยิ่งทำให้โอกาสการสอดแทรกลงสนามของกองหน้าจอมเก๋าวัย 34 อย่างเขานั้นยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในลีกนั้นหากหันกลับไปดูตัวเลขการลงสนามของเขา หลังจากที่ผ่านเกมมาแล้ว 9 นัดเขามีเวลาได้สัมผัสผืนหญ้าในสนามแข่งเกินครึ่งชั่วโมงไปแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง และมันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถทำประตูในลีกเลยแม้แต่ลูกเดียว และที่สำคัญมากไปกว่านั้นทางผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศสอย่างดิดิเยร์ เดชองป์ได้ส่งสัญญาณมาถึงเขาแล้วว่ามันอาจจะไม่ดีพอที่จะทำให้เขาได้ไปลุยศึก ยูโร 2020 อีกด้วย

ดังนั้นถ้าหากเขาหวังจะไปยูโรกับทัพตราไก่ ทางเดียวที่จะเป็นไปได้ก็คือเขาจะต้องย้ายไปหาตำแหน่งตัวจริงกับทีมอื่น แทนที่จะนั่งดูน้อง ๆ เล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์นั่นเอง และตัวเขาเองก็รู้ดีว่าสิ่งไหนที่สำคัญกว่าระหว่างการแขวนสตั๊ดกับทีมใหญ่อย่างเชลซี กับการออกไปยู่กับทีมเล็กแล้วไปลุยยูโรกับทีมชาติ เพราะด้วยความที่เจ้าตัวนั้นมีอายุถึง 34 ปีแล้ว โอกาสการไปลุยศึกใหญ่กับทีมบ้านเกิดหนนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในชีวิตนักฟุตบอลของเขา และเมื่อมองจากผลงานในทีมชาติของชิรูด์เองก็นับว่าเขา ยังคงเป็นกำลังสำคัญในทีมชาติและแท็กติกของเดชองป์ ซึ่งรู้มือรู้ฝีเท้ากันดีอยู่แล้วเพราะเขาเป็นกำลังหลักมาตั้งแต่ชุดแชมป์โลก 2018 นั่นเอง เพราะฉะนั้นขนาดของสโมสรหรือโอกาสลุ้นแชมป์รายการใหญ่อาจไม่จำเป็น เพียงแต่มีโอกาสลงสนามเพื่อรักษาความฟิตและความเฉียบคมเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะอยู่ในแผนการทำทีมของเดชองป์ได้แล้ว

ถึงแม้ว่าโอลิวิเยร์ ชิรูด์จะมีช่วงเวลาที่ดีพอสมควรกับเชลซี แต่ในเวลานี้เขาจำเป็นต้องเลือกแล้วที่จะเป็นผู้ที่ต้องเดินจากไป และเขาก็ได้ร้องขอต่อทางสโมสรแล้วที่จะย้ายออกจากทีมในช่วงปีใหม่นี้ ซึ่งเชื่อว่าทางผู้จัดการทีมอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดก็คงจะเสียดายไม่น้อยเช่นกัน เพราะในยามที่ทีมเจอทางตันความเก๋าของกองหน้าสำรองอย่างชิรูด์ก็มีประโยชน์ต่อทีมมากอยู่ แต่ในกรณีนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะเข้าใจเขาเป็นอย่างดี ดังนั้นมันจึงเหลือเพียงว่าสถานีต่อไปของเขานั้นจะเป็นที่ใดเท่านั้นเอง

คริสเตียน อีริคเซ่น กับชีวิตที่ไม่ลงตัวในสีเสื้องูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน

ในช่วงที่เข้าใกล้การเปิดทำการของตลาดนักเตะเช่นนี้ เราก็มักจะได้ยินข่าวการย้ายทีมของผู้เล่นชื่อดังหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในช่วงนี้ที่เราได้เห็นข่าวดัง ๆ ก็จะเป็นบรรดาผู้เล่นชื่อดังที่กำลังจะหมดสัญญาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในรายของเพลย์เมคเกอร์ชาวเดนมาร์กอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่นนั้น กลับเป็นประเด็นที่มีแววว่าจะมีการย้ายทีมเกิดขึ้นในช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาวนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าเหตุของการย้ายทีมค่อนข้างที่จะแตกต่างออกไป

เพราะในรายของอีริคเซ่นนั้นเหตุผลของการอยากย้ายทีมในครั้งนี้มันมาจากการที่เขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งเหมือนกับสมัยที่สวมชุดไก่เดือยทองได้นั่นเอง และมันทำให้เขาไม่สามารถที่จะการันตีตำแหน่งตัวจริงในทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ได้อีกด้วย ซึ่งมันทำให้เขามักจะถูกจับเป็นตัวสำรองแทบตลอดไม่ว่าคอนเต้จะปรับแผนไปเล่นแบบใด ซึ่งเมื่อดูจากจำนวนนัดที่ลงสนามของเขาในฤดูกาลนี้จากที่ผ่านโปรแกรมในลีกไป 9 นัด เขาได้ลงสัมผัสเกมลีกเพียงแค่ 5 นัดเท่านั้นเอง ซึ่งใน 5 นัดที่ว่าเขาลงเป็น 11 คนแรกเพียงแค่ 3 เกม แถมยังถูกเปลี่ยนออกช่วงกลางครึ่งหลังทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งมันทำให้ตัวเลขผลงานการผลิตประตูทั้งการยิงและการจ่ายของเขาเป็นศูนย์เลยในฤดูกาลนี้

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อหันกลับไปมองสถิติที่ผ่านมา ในสมัยที่เจ้าตัวยังคงค้าแข้งอยู่กับไก่เดือยทองที่ตลอดช่วงเวลาหกปีครึ่งที่นั่น เขาสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นตัวสร้างสรรค์เกมที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกใบนี้ ที่ทำให้ทีมเล่นบอลได้อย่างมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพ และสถิติส่วนตัวของเขาก็อยู่ที่การทำได้ถึง 69 ประตูและจ่ายให้เพื่อนยิงไป 89 เม็ดอีกด้วย ซึ่งมันดูจะไม่สมเหตุสมผลเลยกับการที่เขากำลังรุ่งที่อังกฤษ แต่กลับต้องมานั่งสำรองที่อิตาลีในขณะที่กองหน้าตกอับที่อังกฤษอย่างลูกากูกลับมามายิงได้เป็นกอบเป็นกำอีกครั้งในสถานที่เดียวกัน

ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้มันย่อมไม่เป็นที่พอใจของเขาอย่างแน่นอน มันจึงเกิดเรื่องราวการอยากย้ายทีมของเขาขึ้น ซึ่งทางสโมสรเองก็บอกว่าจะไม่รั้งไว้เสียด้วยหากเจ้าตัวอยากจะไปจริง ๆ ซึ่งข่าวที่ว่าก็ถูกโยงไปยังสองทีมใหญ่จากเกาะอังกฤษอย่างอาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง ที่พร้อมจะดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งมันก็มีส่วนที่จะทำให้เกิดได้ง่ายขึ้นเพราะทางอินเตอร์เองก็เล็งผู้เล่นกองกลางจากทั้งสองทีมนี้อยู่เช่นกัน

ถ้าหากว่าการย้ายทีมกลับสู่เกาะอังกฤษอีกครั้งของเขาเกิดขึ้นจริง แล้วด้วยสภาพแวดล้อมเดิม ฟุตบอลแบบที่เขาคุ้นเคย มันอาจจะทำให้คริสเตียน อีริคเซ่นได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองและกลับมาเป็นผู้เล่นระดับโลกอีกครั้งหนึ่งก็ได้ และมันคงจะดีกว่าการที่นักเตะพรสวรรค์อย่างเขาจะไปนั่งสำรองกับทีมใดทีมหนึ่ง จนความสามารถที่เขามีนั้นมันค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลา ซึ่งแบบนั้นมันคงจะน่าเสียดายอย่างมากเลยทีเดียว

โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย ข่าวการขึ้นยานแม่ของเมมฟิส เดปาย มีความเป็นไปได้มากแค่ไหน

เส้นทางชีวิตของนักเตะผู้ไม่ยอมแพ้อย่างเมมฟิส เดปาย แนวรุกเลือดดัตช์นั้น ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในช่วงที่เข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุด หลังจากที่หลุดพ้นช่วงเวลาในโรงละครแห่งความฝันร้ายของเขาได้เมื่อสามปีที่แล้ว เขาก็สามารถกลับมาเป็นกองหน้าที่มีฝีเท้าร้ายกาจได้อีกครั้งภายในเวลาแค่ไม่นาน ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมาได้นั้นมันมาจากความที่เขาไม่ยอมแพ้นั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เมมฟิสนั้นถือว่าเป็นดาวรุ่งชื่อดังคนหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากทีมดังทั่วยุโรปหลังจากที่เขาสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการเล่นในลีกบ้านเกิดกับทีมอย่าง พีเอสวี ไอน์โฮเฟน ซึ่งฟอร์มของเขาในช่วงนั้นมันร้อนแรงเสียจนหลุยส์ ฟาน กัลป์ กุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ตัดสินใจหนีบเอาเด็กวัย 20 คนนั้นไปลุยศึกใหญ่อย่างฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลเลยทีเดียว และมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพาเด็กดาวรุ่งไปหาประสบการณ์ เพราะเขามีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมชาติของเขาจบทัวร์นาเมนท์ใหญ่ในอันดับที่สามเลยทีเดียว

หลังจากจบรายการใหญ่ที่บราซิลมันก็ยิ่งทำให้ชื่อของเขาโด่งดังขึ้นไปอีก ซึ่งก็เป็นทางฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นทีมที่ได้ตัวเขาไปครอบครอง ด้วยอานิสงส์จากการที่ดึงนายใหญ่ทีมชาติฮอลแลนด์เข้ามาคุมทีมแทนที่เดวิด มอยส์นั่นเอง เขาก้าวเข้าสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยความคาดหวังสูงลิบ นั่นคือการเป็นตัวแทนยอดนักเตะอย่างโรนัลโด้ และเมื่อดูจากสิ่งที่เขาทำทั้งกับพีเอสวีและทีมชาติ มันก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้ไม่ยากเลยทีเดียว

แต่เรื่องราวมันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อนายใหญ่ที่เป็นผู้พาเขามานั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จในการคุมผีแดง ซึ่งมันก็ส่งผลมาสู่ทีมที่ฟอร์มไม่ดี และทำให้ผู้เล่นอย่างเขาพลอยโชว์ฟอร์มไม่ออกตามไปด้วย แล้วเหตุการณ์มันก็ยิ่งเลวร้ายมากเข้าไปอีกเมื่อฟาน กัลป์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งมันจึงทำให้เขาเหมือนโดนลอยแพ และไม่สามารถที่จะทนรับสภาพจนต้องย้ายออกไปหาโอกาสอีกครั้งกับลียง

นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขา เพราะที่ลียงนี้เองที่ทำให้เขากลับมาสู่ฟอร์มอันร้อนแรงอีกครั้ง และเขากลายเป็นผู้เล่นกำลังหลักของลียงนับตั้งแต่ย้ายมาเลยทีเดียว แถมในปัจจุบันเขาก็เป็นผู้ครอบครองปลอกแขนกัปตันทีมในวัยเพียงแค่ 26 ปีอีกด้วย และลีลาการเล่นในสนามก็กลับมาเล่นได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลากเลื้อยและความเร็วที่พร้อมจะฉีกกองหลังคู่แข่งตลอดเวลา การยิงประตูที่เฉียบคม และทีเด็ดจากลูกตั้งเตะทุกรูปแบบอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวรุกที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และวันนี้มันก็ทำให้เขากลับมาเป็นที่สนใจในตลาดอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ทีมที่ให้ความสนใจในตัวเขาก็คือยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา อย่างบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว

อย่างที่รู้ว่าโรนัลด์ คูมันนายใหญ่บาร์ซ่าในตอนนี้นั้นคุมทีมชาติฮอลแลนด์มาก่อน และเมมฟิสเองก็เป็นผู้เล่นคนโปรดของเขาอีกด้วย ดังนั้นเมื่อทีมอาซูลกราน่ากำลังมีปัญหาในเกมรุกมากมาย ทั้งช่วงร่วงโรยของเมสซี่ การบาดเจ็บยาวของฟาติและคูตินโญ่ แถมกรีซมันก็ฟอร์มหายเข้ากลีบเมฆไปอีกด้วย ดังนั้นชื่อที่คูมันหวังจะให้มาช่วยแก้ปัญหาก็คือศิษย์รักอย่างเมมฟิสนี่เอง ดังนั้นเมื่อดูจากปัจจัยต่าง ๆ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทางฝั่งบาร์ซ่าจะเอาจริง

สำหรับเมมฟิสเองหากเขาสามารถย้ายซบทีมใหญ่อย่างบาร์ซ่าได้น่าจะเป็นรางวัลของความไม่ยอมแพ้ของเขาที่ดีที่สุด และมันก็เป็นข้อเสนอที่ยากเกินกว่าจะปฏิเสธแน่นอน เพราะไม่ใช่ว่าโอกาสแบบนี้มันจะมีเข้ามาบ่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะได้ขึ้นยานแม่หรือไม่นั้นก็คือ การที่ทางบาร์ซ่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ลียงยอมปล่อยตัวกัปตันทีมของพวกเขาออกมาเท่านั้นเอง

ดีเอโก้ มาราโดน่า รอยจารึกแห่งตำนานที่จะไม่มีวันลบเลือน

นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับวงการฟุตบอล สำหรับการได้รับข่าวร้ายว่าอดีตนักเตะผู้มีฉายาว่า “เสือเตี้ย” หรือดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะสัญชาติอาร์เจนติน่านั้นได้เสียชีวิตไปอย่างกะทันหันที่บ้านเกิด โดยที่เขามีอายุได้เพียงแค่ 60 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตก็คืออาการหัวใจวายเฉียบพลันนั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นมีข่าวออกมาอยู่เรื่อย ๆ ว่าตำนานกองหน้าผู้นี้มีปัญหาสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันมาจากการที่เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนพลุ้ย รวมไปถึงการใช้สารเสพย์ติดและแอลกอฮอล์หลังจากการเลิกเล่นฟุตบอลไปนั่นเอง ซึ่งความอ้วนของเขานั้นก็ถึงขั้นทำให้ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานมานี้เขาก็พึ่งจะเข้ารับการผ่าตัดลิ่มเลือดในสมองอีกด้วย แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะจากไปในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้

เรื่องราวบนเส้นทางลูกหนังของของดีเอโก้ มาราโดน่านั้นเป็นที่รู้จักของแฟนฟุตบอลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุครุ่งเรืองของเขานั้น กองหน้าร่างเล็กคนนี้มีความเก่งกาจชนิดที่เรียกว่าไร้เทียมทานเลยทีเดียว โดยเขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่างอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ก่อนจะย้ายมาอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ของอาร์เจนติน่าอย่างโบค่า จูเนียร์ส และหลังจากได้แชมป์ลีกภายในประเทศกับโบค่าเมื่อปี 1981 แล้ว เขาก็กลายมาเป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลกมากขึ้นหลังย้ายมาเล่นในลาลีกา สเปน กับยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักที่สเปนเพราะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนถึงขั้นขาหัก ก่อนที่จะเป็นทางนาโปลีที่ยอมทุ่มเงินเป็นสถิติโลกในขณะนั้นเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งมันก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเพราะในเวลาต่อมาเขาสามารถสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของชาวเนเปิ้ลเลยทีเดียว

เพราะที่นาโปลีนั้นมาราโดน่าระเบิดฟอร์มสุดยอดของเขาออกมาได้อีกครั้ง และสามารถทำให้ทีมเล็กอย่างนาโปลีนั้นกลายเป็นทีมที่มีเกมบุกที่น่าตื่นเต้นและสวยงาม ท่ามกลางบอลแบบตีหัวเข้าบ้านอันเป็นสไตล์การเล่นที่น่าเบื่อของสโมสรในอิตาลียุคนั้น และเขาก็ใช้เวลาเพียงแค่สองปีหลังจากย้ายเข้ามาพาทีมเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ รวมเบ็ดเสร็จแล้วที่นาโปลีเขาสามารถพาทีมได้แชมป์ลีก 2 สมัย กับยูฟ่าคัพอีกหนึ่งสมัย ซึ่งถ้าจะถามว่ามันยิ่งใหญ่มากเพียงใดสำหรับชาวเมือง ก็คงอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า มันคือแชมป์ที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน และจำนวนมันก็ยังคงอยู่เท่าเดิมไม่สามารถมีใครทำได้เพิ่มเลยนับตั้งแต่มาราโดน่าทำไว้นั่นเอง

ส่วนเกียรติประวัติในนามทีมชาตินั้นก็ไม่ต้องพูดถึง สำหรับการพาทีมชาติขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่สองในประวัติศาสตร์ได้นั้นมันก็ทำให้เขากลายเป็นพระเจ้าของแฟนบอลฟ้าขาวเรียบร้อยแล้ว และผู้คนยังคงจดจำแชมป์โลกของเขาในครั้งนั้นที่ถูกพูดถึงทั้งในเรื่องของหัตถ์พระเจ้า รวมไปถึงการลากลบผู้เล่นอังกฤษสี่ห้าคนเข้าไปทำประตูอีกด้วย

ชายผู้นี้ถือว่าเป็นตำนานอย่างแท้จริงที่ถึงแม้ว่าผู้เล่นอย่างลีโอเนล เมสซี่ที่เป็นผู้เล่นระดับโลกในยุคนี้และเป็นขวัญใจของชาวอาร์เจนติน่าเหมือนกัน ก็ยังคงไม่สามารถขึ้นไปทาบรัศมีของเขาได้ และถึงแม้ว่าโลกแห่งฟุตบอลจะสูญเสียเขาไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่โลกแห่งฟุตบอลจะยังคงจารึกชื่อของเขาในฐานะตำนานตลอดไป

ส่อง 5 อันดับนักฟุตบอลที่ทำเงินสูงที่สุดจากอินสตาแกรม

อินสตาแกรม หรือ ไอจี เป็นสื่อสังคมออนไลน์ระดับต้น ๆ ของโลก โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน เหล่าคนดังจากหลายวงการมักสร้างแอคเคาท์ของตัวเองเพื่อให้บรรดาแฟนคลับได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ยิ่งมีชื่อเสียงก็ยิ่งมีผู้ติดตามมากตามไปด้วย และด้วยยอดการติดตามนี่เองที่ดึงดูดให้แบรนด์สินค้าชั้นนำลงทุนจ้างเหล่าคนดังให้โพสต์รูปคู่กับสินค้าของตนเพื่อโปรโมทในไอจี โดยเหล่านักฟุตบอลชื่อดังก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น และนี่คือ 5 อันดับนักฟุตบอลที่สร้างรายได้สูงสุดต่อการโพสต์อินสตาแกรม 1 ครั้ง

อันดับที่ 1 : คริสเตียโน่ โรนัลโด้  (IG: @cristiano)

ซุปเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสประสบความสำเร็จทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เป็นแชมป์เมเจอร์ถึง 29 รายการ และได้รับรางวัลส่วนตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบัลลงดอร์ 5 สมัย, นักฟุตบอลของยุโรป 4 สมัย และอีกกว่า 50 รางวัล จนกลายเป็นนักฟุตบอลที่มียอดผู้ติดตามสูงที่สุดถึง 186 ล้านคน โดยสามารถทำรายได้จากการโฆษณาลงไอจีถึงโพสต์ละ 975,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

อันดับที่ 2 : เนย์มาร์ (IG: @neymarjr)

ศูนย์หน้าทีมชาติบราซิล เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ประสบความสำเร็จทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ เขาถูกจับตามองและเปรียบเทียบกับนักเตะระดับตำนานของโลกอย่างเปเล่มาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะสร้างชื่อเป็นของตัวเองได้ ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามไอจีอยู่ที่ 127 ล้านคน และค่าลงโฆษณาโพสต์ละ 722,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

อับดับที่ 3 : ลีโอเนล เมสซี่ (IG: @leomessi)

ศูนย์หน้าลูกหม้อของบาร์เซโลน่า เป็นนักเตะปัจจุบันเพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จจากการลงเล่นให้กับสโมสรเดียว น่าเสียดายที่เขายังไม่อาจช่วยให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดใหญ่คว้าแชมป์เมเจอร์รายการใดได้เลย ขณะนี้เขามีผู้ติดตาม 133 ล้านคน และได้รับค่าจ้างต่อโพสต์อยู่ที่ 628,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

อันดับที่ 4 : เดวิด เบ็คแฮม (IG: @davidbeckham)

อดีตปีกขวาทีมชาติอังกฤษลงเล่นให้ทีมชั้นนำของยุโรปและอเมริกา ทำให้ปัจจุบันเขายังคงได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลก แม้จะแขวนสตั๊ดมากว่า 6 ปีแล้วก็ตาม ด้วยการเป็นนักฟุตบอลที่มีดีทั้งเรื่องฝีเท้าและหน้าตา ทำให้มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 58 ล้านคน และเรียกค่าโฆษณาได้ถึง 357,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อการโพสต์ 1 ครั้ง

อับดับที่ 5 : โรนัลดินโญ่ (IG: @ronaldinho)

อดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิล มีความโดดเด่นทั้งเรื่องฝีเท้า ทรงผม และรอยยิ้ม แถมสมัยเป็นนักเตะยังกวาดรางวัลมามายมากทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ รวมทั้งรางวัลส่วนตัวที่ยาวเป็นหางว่าว ปัจจุบันจึงยังมีแฟนบอลติดตามเขาอยู่ 49 ล้านคน และได้รับค่าโฆษณาต่อครั้งที่โพสต์ 256,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

จากข้อมูลข้างต้น ใช่ว่านักฟุตบอลแต่ละคนจะได้รับค่าโฆษณากันทุกโพสต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ตัวนักเตะได้ทำสัญญาไว้กับสปอนเซอร์แต่ละราย โดยยังต้องคำนึงถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสัญญา และปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย

วิคตอร์ โอซิมเฮน ว่าที่ดาวซัลโวค่าตัวแพงแห่งลีกเอิง

แม้ต้องเสียดาวซัลโวประจำทีมอย่างนิโคลัส เปเป้ ศูนย์หน้าทีมชาติโกตดิวัวร์ (ไอวอรี่โคสต์) ที่ช่วยยิง 23 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้วไปให้กับอาร์เซน่อล ด้วยค่าตัวสูงถึง 79 ล้านยูโร แต่ก็ทำให้ลีลล์ได้โอกาสโชว์ศักยภาพการเป็นนักปั้นมือทองอีกครั้งกับ “วิคตอร์ โอซิมเฮน” ศูนย์หน้าคนใหม่ของทีม

เมื่อปีที่แล้ว วิคตอร์ โอซิมเฮน ทำไปได้ 20 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ ในการลงเล่นให้กับชาร์เลอรัว ทีมในลีกเบลเยี่ยม จนถูกลีลล์ดึงตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 12 ล้านยูโร แล้วศูนย์หน้าทีมชาติไนจีเรียก็ไม่ทำให้ต้นสังกัดใหม่ผิดหวัง เมื่อจัดการยิงคนเดียว 2 ประตูในนัดเปิดฤดูกาล ช่วยให้ทีมเอาชนะน็องต์ไปได้ 2-1 ก่อนจะมายิงอีก 5 ประตู ครองตำแหน่งดาวซัลโวของลีกเอิงหลังจากผ่านไป 9 นัด จนถูกเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของลีกเอิง

โอซิมเฮน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่อีกครั้งในเกมกระชับมิตรกับยูเครน ซึ่งเขาสามารถยิงประตูแรกในทีมชาติชุดใหญ่ได้เสียที หลังจากยิงมาแล้ว 10 ประตูในทีมชาติเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 17 ปี และอีก 3 ประตูสมัยเล่นให้กับทีมชาติเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 20 ปี

ในฟุตบอลยุโรป โอซิมเฮนถูกส่งลงสนามตั้งแต่เกมแรกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ แต่ไม่อาจช่วยอะไรทีมได้มากจนเป็นฝ่ายพ่ายไป 0-3 ก่อนจะมายิงประตูแรกในศึกยุโรปได้จากเกมที่พบกับเชลซีในนัดต่อมา ซึ่งเป็นประตูตีเสมอก่อนที่ลีลล์จะพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2

ปี 2019 จึงถือเป็นปีที่แสนมหัศจรรย์สำหรับศูนย์หน้าดาวรุ่งวัย 20 ปีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการยิง 2 ประตูแรกตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามในลีกเอิง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในลีกใหญ่ของยุโรป, การประเดิมสนามในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างไม่ตื่นกลัว, การยิงประตูแรกใส่ทีมอย่างเชลซี แชมป์ยูโรป้าทีมล่าสุด, การยิงประตูแรกในนามทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่, การครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำลีกเอิง, ตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมและกันยายนของสโมสรลีลล์ และนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของลีกเอิง

ถือเป็นอีกครั้งที่ลีลล์ได้สร้างนักเตะมากฝีมือประดับวงการฟุตบอล หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วกับโยฮัน กาบาย มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส, อิดริสซ่า กานา เกย์ กองกลางตัวรับทีมชาติเซเนกัล, ดิมิทรี ปาเยต มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศส, นิโคลัส เปเป้ ศูนย์หน้าค่าตัวแพง และเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอย่างเอเดน อาซาร์

ต้องรอดูว่าเมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง วิคตอร์ โอซิมเฮน จะไปได้ไกลขนาดไหน เขาจะรักษาตำแหน่งดาวซัลโวประจำลีกเอิงตั้งแต่ต้นจนจบไว้ได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วเขาจะย้ายไปอยู่กับทีมใหญ่ทีมใด เผลอ ๆ การย้ายทีมครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้น อาจมีมูลค่ามากกว่ารุ่นพี่อย่างเปเป้เสียด้วยซ้ำ

ติโบต์ กูร์กตัวส์ อดีตผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของโลกที่ยังหาฟอร์มเก่งของตัวเองไม่เจอ

 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัสกับชีวิตในถิ่นซานติอาโก เบอร์นาบิวของติโบต์ กูร์กตัวส์ เมื่อผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติเบลเยี่ยมยังไม่อาจงัดฟอร์มเก่งเหมือนในฟุตบอลโลก 2018 ออกมาได้เลย นับตั้งแต่ย้ายมาจากเชลซีด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ตั้งแต่เมื่อปีก่อน โดยปีแรกภายใต้เครื่องแบบราชันชุดขาวเขาถูกส่งเฝ้าเสาไปทั้งสิ้น 35 นัด แต่สามารถเก็บคลีนชีตได้เพียง 10 เกม แถมยังถูกส่องตาข่ายจากคู่แข่งไปถึง 48 ประตู จนมาในปีนี้ทั้งที่เพิ่งลงสนามไปเพียง 9 นัด ก็ถูกคู่แข่งยิงไปแล้ว 12 ประตู แถมยังช่วยทีมป้องกันประตูได้เพียง 11 ครั้ง น้อยกว่าจำนวนประตูที่เสียให้คู่แข่งเสียอีก สิ้นลายเจ้าของรางวัล “โกลเด้น โกลฟ” จากฟุตบอลโลก 2018 อย่างหมดรูป

กูร์กตัวส์ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเฝ้าเสาประตูให้กับเชลซีและทีมชาติเบลเยี่ยม โดยเขามีส่วนช่วยให้ทีมสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 2 สมัย ตามด้วยแชมป์เอฟเอคัพ และลีกคัพ อย่างละ 1 สมัย จนได้รางวัลถุงมือทองคำจากพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-17 ด้วยผลงาน 16 คลีนชีต และคว้ารางวัลถุงมือทองคำในศึกฟุตบอลโลก 2018 จากผลงาน 27 เซฟใน 7 เกม ช่วยให้เบลเยี่ยมครองอันดับ 3 ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนั้น ก่อนจะได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าไปครองอีกรางวัล จนเรอัล มาดริดอดใจไม่ไหวต้องกระชากตัวไปร่วมทีมในที่สุด

การแยกทางของเชลซีกับกูร์กตัวส์นั้นจบไม่สวยสักเท่าไหร่ แม้ผู้รักษาประตูมือหนึ่งจะให้เหตุผลการย้ายทีมครั้งนี้ว่าเพื่อต้องการใช้เวลาร่วมกับลูกทั้ง 2 คนที่อาศัยอยู่ในกรุงมาดริดก็ตาม แต่การไม่เดินทางมารายงานตัวซ้อมกับต้นสังกัดเพื่อบีบให้เกิดการย้ายทีมก็ดูจะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย แถมยังให้สัมภาษณ์ในเชิงว่าเรอัล มาดริด เหนือกว่าอดีตต้นสังกัดอย่างมาก จนได้รับการสาปส่งจากแฟนบอลเชลซีอย่างล้นหลาม

การย้ายร่วมทีมเรอัล มาดริดครั้งนี้นับเป็นการย้ายมาสเปนเป็นหนที่สองของกูร์กตัวส์ หลังจากผู้รักษาประตูชาวเบลเยี่ยมเคยลงเล่นให้กับแอตเลติโก มาดริดด้วยสัญญายืมตัวถึง 3 ซีซั่น โดยสามารถคว้าแชมป์ลาลีกา, แชมป์โคปา เดล เรย์, แชมป์ยูโรป้าลีก และแชมป์ซุปเปอร์ คัพ ได้อย่างละ 1 สมัย เรียกได้ว่ามีประสบการณ์กับฟุตบอลสเปนอย่างโชกโชนทีเดียว จึงน่าแปลกใจไม่น้อยว่าทำไมเขาจึงประสบความล้มเหลวในยามลงเล่นให้อีกทีมร่วมเมืองหลวงของสเปนชนิดที่หน้ามือเป็นหลังมือ ถึงขนาดโดนยิงไปถึง 9 ประตูจากการถูกคู่แข่งยิงตรงกรอบ 14 ครั้งหลังสุด

ต้องรอดูว่าฟลอเรนติโน เปเรซ หัวเรือใหญ่ของราชันชุดขาวจะอดทนกับผู้รักษาประตูที่เขาเลือกมาด้วยตัวเองอีกนานเท่าไหร่ และหากกูร์กตัวส์ยังไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาได้โดยเร็ว ก็มีสิทธิ์ถูกโละทิ้งจากทีมในไม่ช้า เพราะขนาดอิเคร์ กาซิยาส ผู้รักษาประตูระดับตำนานของทีมยังถูกบีบให้ย้ายทีมอย่างไม่ใยดีเมื่อไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ มิดฟิลด์สายบู๊ที่พร้อมพาปีศาจแดงทะยานไปข้างหน้า

ในช่วงที่ฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดดำดิ่งอย่างน่าใจหาย “สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์” กลับเป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนของทีมที่ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองไว้ได้ เมื่อช่วยทำลายเกมรุกของคู่แข่งก่อนหลุดเข้าเขตอันตรายได้อยู่บ่อยครั้ง แถมยังพาบอลขึ้นหน้าเพื่อสร้างโอกาสทำประตูอยู่เสมอ จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของทีมปีศาจแดงไปครอง

นับตั้งแต่ถูกโชเซ่ มูรินโญ่ดึงขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อฤดูกาล 2016-17 แม็คโทมิเนย์ก็ได้พัฒนาฝีเท้าจนกลายมาเป็นนักเตะสำคัญในยุคของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา และเป็นมิดฟิลด์ตัวเลือกแรกของกุนซือชาวนอร์เวย์ เหนือทั้งเนมานย่า มาติช และเฟร็ด สองมิดฟิลด์รุ่นพี่ กองกลางทีมชาติสกอตแลนด์มีการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม มีการผ่านบอลที่แม่นยำ แถมยังชอบผ่านบอลไปข้างหน้า แทนที่จะเน้นการผ่านบอลออกด้านข้างหรือเน้นคืนหลังเหมือนอย่างที่มาติช และเฟร็ดชอบทำ จนถูกมองว่าเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องที่สุดในทีมปีศาจแดงชุดนี้ และการผ่านบอลไปข้างหน้านี่เองทำให้เขาสร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเกมกับอาร์เซน่อล เมื่อสามารถทำประตูขึ้นนำได้จากการยิงไกลนอกกรอบเขตโทษ นับเป็นประตูที่ 3 ของเขาในเครื่องแบบปีศาจแดง แถมนัดนั้นเขายังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเมื่อมีสถิติการผ่านบอลสำเร็จ 77% เข้าแย่งบอลชนะคู่แข่งได้ 100% เรียกฟาวล์จากคู่แข่งได้ 5 ครั้ง สร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อน 1 ครั้ง มีโอกาสยิง 3 ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 1 ประตู จนได้รางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครองหลังเกม

ด้วยความสูงถึง 193 เซนติเมตร ทำให้แม็คโทมิเนย์โดดเด่นในเรื่องลูกกลางอากาศอย่างมาก และมักเอาชนะการดวลกลางอากาศกับคู่แข่งได้อยู่เสมอ แถมการมีร่างกายที่แข็งแกร่งก็ช่วยให้เขาสามารถเบียดบังบอลได้เป็นอย่างดี ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับให้ปีศาจแดง แต่ก่อนที่จะมีความสูงได้ขนาดนี้ แม็คโทมิเนย์เคยมีความสูงเพียง 167 เซนติเมตรเท่านั้นในสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชนปีศาจแดงชุดอายุต่ำกว่า 18 ปี จนไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามเท่าที่ควร แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ในระยะเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง เขาสามารถเพิ่มความสูงของตัวเองเป็น 193 เซนติเมตรและยึดตำแหน่งตัวจริงได้ในที่สุด

นอกจากจะเป็นยอดนักสู้ แม็คโทมิเนย์ยังเป็นนักเตะที่สามารถเล่นได้ตามที่โค้ชต้องการอีกด้วย อย่างในสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชน เขามักถูกสั่งให้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าร่วมกับมาร์คัส แรชฟอร์ดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ทำผลงานได้ดีเสียด้วย แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งถนัดก็ตาม

ปัจจุบันแม็คโทมิเนย์ในวัย 22 ปี ยังคงสัญญาระยะยาวกับทีมไปจนถึงปี 2023 และด้วยบุคลิกนักสู้และจิตใจที่สู้ไม่ถอย อันเป็นสิ่งที่แทบไม่ค่อยได้เห็นจากนักเตะปีศาจแดงชุดปัจจุบัน ทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมในอนาคตเลยทีเดียว

“คาเซมิโร่” มิดฟิลด์ตัวรับที่ได้ดีจากคำโกหก

คาเซมิโร่ ถือเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับเบอร์ต้น ๆ ของโลก และเป็นนักเตะที่เรอัล มาดริดจะขาดไม่ได้ในแต่ละนัด เขาลงสนามรับใช้ทีมราชันชุดขาวไปมากกว่า 200 นัด ทำประตูคู่แข่งไปได้ 20 ประตู แต่ก่อนที่กองกลางทีมชาติบราซิลจะประสบความสำเร็จในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับอย่างทุกวันนี้ เขายอมรับว่าเคยโกหกเรื่องตำแหน่งการเล่นของตัวเองในสมัยวัยเด็ก

คาเซมิโร่ เล่าว่าในวัยเด็กเขาเคยเล่นในตำแหน่งกองหน้ามาก่อน จนกระทั่งตอนอายุ 11 ปี เขาได้เข้าร่วมการทดสอบฝีเท้ากับทีมเซา เปาโล สโมสรชั้นนำของประเทศบราซิล โดยมีนักเตะเยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 300 ชีวิตเดินทางมาเข้ารับการคัดตัวครั้งนั้น แต่ทางสโมสรมีความตั้งใจว่าจะคัดเลือกให้เหลือเพียง 50 คนเท่านั้นที่จะได้เข้าสู่ทีมเยาวชน ก่อนเริ่มการทดสอบโค้ชได้ถามถึงตำแหน่งการเล่นของแต่ละคน โดยเริ่มจากผู้รักษาประตูที่มีคนยกมือเพียง 3 คน ตามมาด้วยตำแหน่งกองหน้าซึ่งมีคนยกมือถึง 50 คน เมื่อเห็นว่ามีการแข่งขันกันสูงเขาจึงเลือกที่จะเอามือลง ต่อมาเป็นตำแหน่งเบอร์ 10 ก็มีคนยกมืออีก 50 คน จนกระทั่งมาถึงตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ มีคนยกมือเพียง 8 คนเท่านั้น เขาจึงรีบยกมือและเลือกเล่นตำแหน่งนี้ทั้งที แม้บรรดาโค้ชจะบอกว่าร่างกายของเขาเหมาะสำหรับเล่นในตำแหน่งกองหน้า แต่เขาก็ยืนกรานว่าเขาจะเป็นกองกลางตัวรับ จนในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกเขาสู่ทีมเยาวชนของเซา เปาโลและเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวตัดเกมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คาเซมิโร่ถูกเลือกให้เป็นกัปตันทีมเยาวชนของเซา เปาโล ในปี 2009 เขาก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลชุดเยาวชนในศึกฟุตบอลโลกอายุต่ำกว่า 17 ปี ที่ประเทศไนจีเรีย ก่อนจะถูกโปรโมทขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเซา เปาโลในปีต่อมา จนกระทั้งเรอัล มาดริดดึงไปร่วมทีมในปี 2013 ด้วยค่าตัว 18.738 ล้านเรียล ก่อนจะถูกส่งไปเก็บประสบการณ์กับทีมปอร์โต ในลีกโปรตุเกส ด้วยสัญญายืมตัวทั้งฤดูกาล 2014-15 เมื่อกลับมาสวมเครื่องแบบราชันชุดขาวอีกครั้งเขาก็เริ่มฉายแววการเป็นมิดฟิลด์ตัวรับระดับโลก ในจังหวะเดียวกับที่ซามิ เคดิร่า มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมันเจ้าของตำแหน่งเดิมอำลาทีมไป คาเซมิโร่ก็ก้าวขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับหมายเลขหนึ่งของทีมอย่างไร้รอยต่อในยุคของซีเนดีน ซีดาน และถือเป็นผู้ปิดทองหลังพระช่วยให้เรอัล มาดริดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน รวมไปถึงแชมป์ลาลีกาอีก 1 สมัย

น่าคิดว่าหากคาเซมิโร่ไม่เลือกโกหกโค้ชแล้วเปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับตั้งแต่วัยเด็ก โดยยืนยันที่จะเล่นในตำแหน่งกองหน้าอันเป็นตำแหน่งที่โปรดปรานของเด็กส่วนใหญ่ต่อไป ตอนนี้เขาจะไปค้าแข้งอยู่กับทีมใด แต่ที่แน่ ๆ จากฟอร์มการยิงประตูของเขาแล้ว คงไม่อาจช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้มากมายเหมือนที่เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับให้กับเรอัล มาดริดแน่นอน

จูนินโญ แปร์นัมบูกาโน ผู้ยืนหนึ่งในเรื่องฟรีคิก

ฟุตบอลสมัยใหม่ที่เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก ทำให้หลายทีมเลือกเล่นแบบเน้นตั้งรับ จนคู่แข่งไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันเข้าไปทำประตูได้ ลูกฟรีคิกหรือลูกตั้งเตะจึงถือเป็นจังหวะสำคัญที่สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้เลยทีเดียว หากพูดถึงนักเตะที่มีลูกตั้งเตะเป็นอาวุธเด็ด หลายคนอาจนึกถึงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ศูนย์หน้าทีมชาติโปรตุเกสที่มีเท้าอันทรงพลังและท่ายิงอันเป็นเอกลักษณ์ หรือแม้แต่ลีโอเนล เมสซี่ ศูนย์หน้าทีมชาติอาร์เจนติน่าเจ้าของเท้าซ้ายที่ไว้ใจได้เสมอ รวมถึงเดวิด เบ็คแฮม ปีกขวาทีมชาติอังกฤษที่ยิงฟรีคิกและเปิดบอลได้แม่นเหมือนจับวาง แต่ทั้งหมดยังห่างชั้นเมื่อเทียบกับ “จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่” อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล ที่ยิงประตูจากลูกฟรีคิกไปถึง 75 ประตู อันเป็นสถิติสูงที่สุดในโลก

จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่ เริ่มมีชื่อเสียงมาจากการเล่นให้กับวาสโก ดา กาม่า ทีมดังจากประเทศบ้านเกิด โดยสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 6 รายการ ก่อนจะข้ามน้ำข้ามทะเลมายังยุโรปเพื่อเล่นให้กับโอลิมปิก ลียง ในลีกเอิง ฝรั่งเศส เมื่อปี 2001 ซึ่งถือเป็นนักเตะบราซิลรายที่ 4 ในทีมลียงชุดนั้น ทำให้เขาปรับตัวเข้ากับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนหน้านี้สโมสรโอลิมปิก ลิยงไม่เคยได้แชมป์ลีกเอิงมาก่อนเลย แต่เพียงฤดูกาลแรกจูนินโญ่ก็บันดาลแชมป์ลีกเอิงให้ต้นสังกัดใหม่ทันทีอย่างเหนือความคาดหมาย ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นป้องกันแชมป์ลีกเอิงได้อีก 6 สมัยติดต่อกัน จนเป็นยุคที่โอลิมปิก ลียงครองความยิ่งใหญ่ในลีกฝรั่งเศส

จูนินโญ่ยิงประตูให้กับลียงได้ 100 ประตูพอดิบพอดี จากการลงสนาม 300 นัดตลอดทั้ง 8 ฤดูกาล โดย 44 ประตูในนั้นมาจากลูกยิงฟรีคิก จูนินโญ่เคยให้สัมภาษณ์ถึงการยิงฟรีคิกของเขาไว้ว่า “เป้าหมายของผมคือต้องทำให้ลูกฟุตบอลปั่น ผมจะวิ่งเข้ามาบอลแบบตรงๆ แล้วยิงบริเวณกลางลูกฟุตบอลด้วยเท้าด้านในเหมือนเวลาจ่ายบอล แต่ใช้ความแรงมากกว่า เท้าจะสัมผัสบริเวณส่วนล่างของลูกบอลแล้วปั่นข้ามกำแพงไป ซึ่งบอลจะมุดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้รักษาประตูสับสน” แม้จะวิธีการที่ไม่ซับซ้อนมาก และมีหลายคนพยายามจะลอกเลียนแบบ แต่ก็ไม่มีใครสามารถยิงฟรีคิกได้ทรงพลังอย่างต้นตำรับ

หลังจากหมดสัญญากับลียง เขาเลือกเล่นให้กับอัล กอรอฟา ทีมในลีกกาตาร์ ซึ่งช่วยให้ต้นสังกัดได้แชมป์ลีก 1 สมัย และแชมป์บอลถ้วยอีก 3 สมัย ก่อนจะย้ายไปยังเมเจอร์ลีกสหรัฐอเมริกากับนิวยอร์ค เรด บลูส์ และกลับไปแขวนสตั๊ดกับวาสโก ดา กาม่าในที่สุด จบตำนานลูกยิงฟรีคิกไว้ที่ 75 ประตู

ปัจจุบันจูนินโญ่กลับไปทำงานให้กับโอลิมปิก ลียงอีกครั้งในตำแหน่งผู้อำนวนการฟุตบอลของสโมสร โดยเขาเป็นผู้เลือกซิลวินโญ่ อดีตแบ็กซ้ายเพื่อนร่วมทีมชาติบราซิลเข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมของลียงช่วงต้นฤดูกาล 2019-20