Category Archives: นักฟุตบอล

ดาบิด เด เคอา ขึ้นแท่นตำนานผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ดาบิด เด เคอา ได้ตัดสินใจฝากชีวิตไว้ที่โรงละครแห่งความฝัน หลังจากสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องการต่อสัญญากับผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนออกไปอีก 4 ปีจนถึงปี 2023 พร้อมออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 1 ปี สยบข่าวลือเรื่องการย้ายทีมไปเล่นให้กับเรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์ แชร์แมง หรือยูเวนตุส ซึ่งเขาถูกเชื่อมโยงมาตลอดในระยะเวลาหลายปีหลัง

การจรดปากกาเซ็นสัญญาดังกล่าว ทำให้เด เคอาได้รับค่าจ้างหลังหักภาษีเพิ่มเป็น 13.3 ล้านปอนด์ต่อฤดูกาล หรือราว ๆ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ กลายเป็นนักเตะที่รับค่าจ้างสูงที่สุดในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติเดิมของพอล ป็อกบา มิดฟิลด์เพื่อนร่วมทีม แถมยังเป็นผู้รักษาประตูที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลกอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อตอบแทนผลงานอันยอดเยี่ยมที่เขาได้รับใช้สโมสรมาตลอด 8 ปี และลงสนามช่วยทีมมากกว่า 350 นัด

เด เคอา ถูกเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันดึงตัวมาจากแอตเลติโก มาดริด เมื่อปี 2011 ด้วยค่าตัว 18.9 ล้านปอนด์ อันเป็นสถิติสูงที่สุดในตำแหน่งผู้รักษาประตูของลีกอังกฤษสมัยนั้น แม้จะเริ่มต้นในอังกฤษไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อเขามักจะพลาดในจังหวะออกมาตัดลูกกลางอากาศอยู่เสมอ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและได้รับโอกาสให้ลงสนามเป็นประจำก็ช่วยให้เขาปรับตัวและก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ได้อย่างสมบูรณ์ จนสามารถคว้าแชมป์ได้ทุกรายการบนเกาะอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย, แชมป์เอฟเอคัพ 1 สมัย และแชมป์ลีกคัพ 1 สมัย รวมไปถึงแชมป์ยูโรป้าลีกอีก 1 สมัย เป็นผู้เล่นปีศาจแดงคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรถึง 4 สมัย และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก 5 สมัย รวมถึงได้รับรางวัลถุงมือทองคำจากพรีเมียร์ลีก ด้วยผลงาน 18 คลีนชีต เมื่อฤดูกาล 2017-18

หลังจากเซ็นสัญญาฉบับใหม่เรียบร้อย ผู้รักษาประตูจอมหนึบก็โพสต์ภาพตัวเองยืนอยู่กลางสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดลงในไอจีส่วนตัว พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “บ้านของผม” ก่อนจะให้สัมภาษณ์ถึงการเซ็นสัญญาครั้งนี้ว่า “ผมมีช่วงเวลาที่ดีตลอด 8 ปีกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ และยังได้รับโอกาสให้สารต่อเกียรติยศต่าง ๆ ต่อไป ตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้โอกาสลงเล่นให้ทีมมากว่า 350 นัด ขณะนี้อนาคตของผมได้รับการเคลียร์อย่างชัดเจนแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการคือช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ และผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถคว้าแชมป์รายการต่าง ๆ ด้วยกันอีกมากมาย ซึ่งผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้”

ปัจจุบันเด เคอา ลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปแล้วทั้งสิ้น 372 นัด เก็บคลีนชีตได้ 136 ครั้ง และหากอยู่จนครบสัญญา จะทำให้เขาลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเกิน 10 ปี และจะมีสถิติเหนือกว่าอดีตผู้รักษาประตูระดับตำนานของสโมสรทั้งปีเตอร์ ชไมเคิล และเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ในเรื่องการลงสนามและการเก็บคลีนชีตแน่นอน

“เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์” กองหลังผู้ทำแอสซิสต์จนถูกบันทึกลงกินเนสส์บุ๊ค

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาวัย 21 ปี โชว์ผลงานกับลิเวอร์พูลได้อย่างสุดยอดเมื่อฤดูกาล 2018-19 โดยลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีกไป 29 นัด ทำได้ 1 ประตู กับอีก 12 แอสซิสต์ จนกินเนสส์บุ๊คได้ทำการยกย่องให้เป็นกองหลังที่จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้สูงที่สุดในหนึ่งฤดูกาล และบันทึกสถิติลงในกินเนสส์บุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ด 2020 ทำลายสถิติเดิมจำนวน 11 แอสซิสต์ที่สองแบ็กซ้ายของเอฟเวอร์ตันอย่างเลห์ตัน เบนส์ และแอนดี้ ฮินช์คลิฟฟ์ ทำไว้เมื่อฤดูกาล 2010-11 และ 1994-95 ตามลำดับ รวมทั้งมากกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายไปเพียงแอสซิสต์เดียวเท่านั้น

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เข้าร่วมศูนย์ฝึกเยาวชนของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุ 6 ปี เขาได้รับเลือกจากเปปิน ลินเดอร์ส โค้ชชาวดัตช์ให้เป็นกัปตันทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 และ 18 ปี และถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนทุกรุ่น ต่อมาจึงถูกเจอร์เก้น คล็อปป์ดึงขึ้นมาเป็นแบ็กอัพให้ทีมชุดใหญ่สู้ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-17 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงสนามนัดแรกในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-1 ในฟุตบอลลีกคัพ รอบที่ 4 จากนั้นก็ได้โอกาสประเดิมพรีเมียร์ลีกในนัดที่หงส์แดงบุกไปถล่มมิดเดิลสโบรห์ 3-0 และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งประจำปีของสโมสรในฤดูกาลนั้นไปครอง ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของนาธาเนียล ไคลน์ ทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง และสามารถยึดตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงของทีมมาจนปัจจุบัน แม้ปีที่แล้วลิเวอร์พูลจะทำได้เพียงแค่รองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่พวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาชดเชยแทนได้ โดยอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้หงส์แดงฝ่าด่านบาร์เซโลน่าในรอบตัดเชือกไปได้ จากจังหวะเปิดลูกเตะมุมเร็วช่วงท้ายเกมให้ดิว็อค โอริกี้ยิงเป็นประตูในขณะที่ทีมต่างดาวยังไม่ได้เซตเกมรับเลยด้วยซ้ำ

ถึงจะโดดเด่นในการเล่นตำแหน่งแบ็กขวา แต่ในช่วงวัยเด็กเขาก็เคยเล่นมาแล้วทั้งตำแหน่งปีกและมิดฟิลด์ตัวคุมเกม จึงไม่น่าแปลกใจที่จะสามารถผ่านบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างแม่นยำ โดยอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ไม่ได้เป็นแค่กองหลังที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกได้สูงที่สุดในหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น เมื่อยังเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำแอสซิสต์ได้ 3 ลูกในพรีเมียร์ลีกเพียงแมตช์เดียว ด้วยสถิติอายุ 20 ปี 4 เดือน กับอีก 20 วัน

แม้จะเป็นเจ้าของสถิติกินเนสส์บุ๊คเพียงผู้เดียว แต่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ก็ไม่ลืมกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมทีมของเขาในระหว่างรับรางวัลนี้ “แน่นอนว่ารางวัลนี้ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมทีมที่ต้องส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายด้วย ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม หากไม่มีพวกเขาสถิตินี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้”

ราฮีม สเตอร์ลิง…ลิเวอร์พูลยังเป็นความทรงจำที่ดีของผมเสมอ

แม้จะย้ายออกจากลิเวอร์พูลมากว่า 4 ปี แถมตอนแยกทางกันก็จบได้ไม่สวยสักเท่าไหร่ แต่ “ราฮีม สเตอร์ลิง” ก็ยังยืนยันว่าตัวเขามีความทรงจำที่ดีมากมายสมัยที่ยังสวมเครื่องแบบลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่การลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ แต่รวมไปถึงการลงสนามให้ทีมเยาวชนอีกด้วย และไม่เคยลืมว่าลิเวอร์พูลคือสโมสรที่ให้โอกาสในการเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับเขา

ช่วงต้นปี 2010 ราฟาเอล เบนิเตส ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในขณะนั้นเป็นคนตัดสินใจดึงตัวสเตอร์ลิงมาจากอคาเดมี่ของควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 6 แสนปอนด์และเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านปอนด์ตามจำนวนการลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ แต่กุนซือชาวสเปนก็โดนเด้งออกจากตำแหน่งไปก่อนจะได้ใช้งานเขา สเตอร์ลิงเริ่มต้นเล่นในทีมเยาวชนอยู่ 2 ปี ก่อนจะก้าวมาเป็นกำลังหลักให้ทีมหงส์แดงชุดใหญ่ในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปีกทีมชาติอังกฤษลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปกว่า 100 นัด ทำได้ 23 ประตู จนได้รับรางวัล “โกลเดน บอย” ดาวรุ่งยอดเยี่ยมของยุโรปปี 2014 กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด สวนทางกับสภาพทีมในขณะนั้นที่ต้องเสียศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งอย่างหลุยส์ ซัวเรสไปให้กับบาร์เซโลน่า ทำให้เกิดเป็นกระแสข่าวลือเกี่ยวกับอนาคตของสเตอร์ลิงอยู่บ่อยครั้ง แม้ลิเวอร์พูลจะพยายามรั้งปีกความเร็วสูงให้อยู่กับทีมต่อไปด้วยสัญญาฉบับใหม่ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจให้เขาอยู่กับทีมได้ จนสโมสรต้องตอบรับข้อเสนอ 49 ล้านปอนด์จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในที่สุด ทำให้สเตอร์ลิงกลายเป็นนักเตะอังกฤษที่มีค่าตัวสูงสุดทันที

สเตอร์ลิงได้อธิบายถึงการย้ายทีมครั้งนั้นว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะเป้าหมายที่เขาตั้งไว้มานานแล้วว่าหากอายุ 21 ปีแล้วยังไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดได้ เขาจะประเมินทางเลือกของตัวเองทันที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยื่นข้อเสนอเข้ามาพอดี แถมยังเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้เขาจึงเลือกที่จะคว้ามันไว้

แม้ช่วงแรกสเตอร์ลิงจะมีปัญหามากมายทั้งเรื่องปรับตัวกับทีมใหม่ และความกดดันจากค่าตัวมหาศาลของเขาเอง แต่เมื่อได้อยู่ภายใต้การดูแลของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปีกทีมชาติอังกฤษพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างมากจนเป็นนักเตะริมเส้นที่ไม่ได้มีดีแค่ความเร็วอีกต่อไป แต่ยังสามารถผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อยู่เสมอ จนสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย และคอมมูนิตี้ชิลด์อีก 1 สมัย ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจ

แม้จะมีลิเวอร์พูลอยู่ในความทรงจำ แต่ยามลงสนามพบกับอดีตต้นสังกัดสเตอร์ลิงก็มุ่งมั่นทุ่มเทเต็ม 100% จนสามารถยิงประตูลิเวอร์พูลได้เป็นครั้งแรกในการพบกันครั้งล่าสุดในศึกคอมมูนิตี้ชิลด์ ซึ่งเขายินดีมากกับประตูแรกที่ทำได้ และคาดหวังว่าจะทำประตูได้อีกในนัดต่อ ๆ ไปเมื่อทั้งคู่พบกัน

พ่อค้าแข้งขาโหดที่ได้ชื่อว่าฮาร์ดแมน ผู้แข็งแกร่งทั้งหัวใจและพละกำลัง

แน่นอนเหลือเกินว่าฝีเท้าความเก่งกาจของนักฟุตบอลระดับโลกควรค่าให้แฟนบอลได้จดจำไม่ลืมเลือน แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่แฟนบอลมักจะจดจำนักฟุตบอลคนหนึ่งได้ไม่ต่างจากฝีเท้านั่นก็คือลักษณะนิสัยส่วนตัวที่นักเตะแสดงออกขณะอยู่ในสนามอันเป็นเหมือนลายเซ็นเฉพาะตัว บุคลิกที่ว่านี้กับนักเตะบางคนอาจเป็นสไตล์สุภาพบุรุษ บางรายเคร่งขรึม บางรายสนุกสนาน แต่กับบางรายอาจชวนให้เสียวสันหลังนิด ๆ ด้วยความดุดัน เกรี้ยวกราด และดูจะเป็นคนอารมณ์ร้อนพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ดังที่รู้จักกันว่าเป็นนักเตะสไตล์ฮาร์ดแมน

ใครจะลืมลง…เหล่าตำนานฮาร์ดแมนผู้สร้างความแตกต่างบนสนามหญ้า

นักเตะพันธุ์โหดมักเรียกเสียงฮือฮาจากพฤติกรรมการเล่นบอลที่ถึงลูกถึงคน จนหลายเหตุการณ์ก็ทำให้เป็นร่องรอยที่ถูกบันทึกให้ต้องจดจำกันเรื่อยมา สนามหญ้าที่ใช้เล่นฟุตบอลดูระอุขึ้นด้วยอารมณ์ของนักเตะพันธุ์ฮาร์ดแมนที่มักเป็นผู้จุดชนวนให้คู่แข่งต้องเล่นบทโหดตามเนื้อเรื่อง จนหลายครั้งหลายคราวก็พาไปสู่ใบแดงไม่ฝั่งใดก็ฝั่งหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นสีสันให้น่าจดจำอยู่เสมอเพราะแน่นอนว่าเกมใดที่อารมณ์ร่วมของทั้งนักเตะและกองเชียร์มีสูงมากเท่าไรย่อมทำให้นักเตะมุ่งมั่นเอาชนะและแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่สุดโต่งพร้อมแลกพร้อมลุย รูปเกมจึงดูสนุก ตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าเกมทั่วไปเป็นไหน ๆ

คราวนี้ลองไปส่องรายชื่อนักฟุตบอลสไตล์ฮาร์ดแมนระดับตำนานที่มีฝีเท้าจัดจ้านปนอุปนิสัยบ้าระห่ำจนแฟนบอลไม่อาจลืม

                1. รอย คีน ตำนานกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นฮาร์ดแมนตัวพ่อที่ต้องนึกชื่อขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ คีนจัดว่าเป็นกองกลางที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่งโดดเด่นทั้งเกมรุกและรับ แต่เชื่อเถอะว่าแฟนบอลมักจดจำภาพของคีนเวลาพุ่งเสียบแบบไม่มียั้ง หรือการพุ่งเข้าใส่คู่แข่งเป็นคนแรก ๆ เมื่อเกิดเหตุปะทะระหว่างเกม

                2. เจนนาโร กัตตูโซ ผู้ได้สมยาว่าไอ้รถถัง กองกลางเชิงรับรายนี้ถือเป็นห้องเครื่องของยอดทีมแดนมักกะโรนีอย่างยาวนานเมื่อสมัยค้าแข้งให้กับเอซี มิลาน กัตตูโซมีลีลาการเล่นดุดันไม่กลัวใคร วิ่งเข้าใส่คู่แข่งเหมือนรถถังที่บุกตะลุยไปข้างหน้าสมฉายา ถึงกระนั้นเขาก็จัดว่าเป็นนักฟุตบอลที่ฉลาดเล่นคนหนึ่ง นั่นจึงทำให้แฟนบอลมิลานคิดถึงเขาอยู่เสมอตราบทุกวันนี้

                3. เปเป้ ปราการหลังชาวโปรตุเกส แม้อาจไม่ถึงขั้นตำนานของทีมเทียบชั้น 2 รายก่อนหน้า แต่เปเป้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากกับเรอัล มาดริด ด้วยความเฉียบขาดแม่นยำในการเข้าสกัดทำให้ช่วงพีคเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลกในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพียงแต่ความอารมณ์ร้อนของเจ้าตัวก็มักสร้างวีรกรรมโหด ๆ ในสนามให้จดจำกันอยู่บ่อยครั้ง

ฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันทีมสู่ความสำเร็จ ต้องยกให้ชายที่มุ่นมั่นเกินร้อย

นักฟุตบอลฮาร์ดแมนยังมีอีกมากมายหลายตำแหน่ง เช่น โอลิเวอร์ คาห์น ตำนานผู้รักษาประตูของบาเยิร์นมิวนิคและทีมชาติเยอรมนี หรือสลาตัน อิบราฮิมโมวิซ กองหน้าฟ้าประทานก็จัดอยู่ในนักเตะที่พร้อมลุยเพื่อทีมแบบไม่มีกลัวไม่มีกั๊กจะใครหน้าไหนพี่แกพร้อมบวกแม้กระทั่งทีมเดียวกันเองก็ไม่เว้น เอาเป็นว่าเจอพวกพี่แกในสนามก็ต้องมีร้อน ๆ หนาว ๆ กันบ้าง

ด้วยอุปนิสัยดังว่าแม้อาจดูน่ากลัว สุ่มเสี่ยงต่อความเสียเปรียบตัวผู้เล่นหากมีใบแดง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์พวกเขาคือปัจจัยแห่งความสำเร็จของทีมที่ขาดไม่ได้ ทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นเกินร้อยที่กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมและกองเชียร์ให้ฮึกเหิมไม่ถอดใจ และการกดดันสร้างความหวาดหวั่นให้กับคู่แข่งที่ใจไม่ถึงพอก็อาจส่งผลให้โชว์ฟอร์มไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้านักเตะที่ได้ชื่อว่าฮาร์ดแมน

ตำนานที่แฟนบอลไม่มีวันลืม นักเตะผู้ควรค่าแก่การยกย่องเช่นวีรบุรุษ

รักเดียวใจเดียว คงเป็นวลีที่หอมหวานสำหรับคู่รักหนุ่มสาวที่อยากใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขไปจนแก่เฒ่า หากแต่ในโลกของฟุตบอลก็สามารถใช้วลีที่ว่านี้กับนักฟุตบอลบางคนได้อยู่เหมือนกัน ด้วยความรักและความทุ่มเทให้กับสโมสรตลอดอาชีพค้าแข้งของนักเตะคนหนึ่งที่ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเย้ายวนรอบด้านแต่มุ่งมั่นให้กับสโมสรเพียงแห่งเดียวและสามารถสร้างความรักความผูกพันให้กับแฟนบอลจนกลายเป็นตำนานของทีมที่มีคุณค่าต่อจิตใจมากกว่าถ้วยรางวัลใด

3 ตำนานนักฟุตบอลหัวใจเด็ดเดี่ยว ผู้ไม่ยอมหันหลังให้สโมสรเพื่อตัวเอง

นักฟุตบอลฝีเท้าเยี่ยมที่มีความจงรักภักดีต่อสโมสรนั้นถือเป็นสมบัติที่ล้ำค่าและหายากในวงการฟุตบอล อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงอาชีพนักเตะมีเวลาไม่นานนัก เพียงอายุเข้าหลัก 30 ก็ถือเป็นช่วงโรยราที่ไม่มีเวลาให้เหลือตามหาความสำเร็จแล้ว ดังนั้นเมื่อมีโอกาสย้ายไปประสบความสำเร็จกับทีมที่มีความพร้อมมากกว่า อีกทั้งยังสามารถให้ค่าจ้างที่สูงกว่าบวกโบนัสอีกเพียบย่อมจูงใจให้พวกเขาหันหลังให้สโมสรที่รักได้เสมอ เพราะต่อให้มีความรักให้แก่สโมสรมากเพียงใดก็คงไม่มากเท่ากับการรักตัวเองไปได้ ซึ่งนั่นก็คงไม่ใช่ความผิดของบรรดานักเตะแต่อย่างใด

แม้การเลือกเส้นทางความสำเร็จให้กับอาชีพของตนเองจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่เชื่อหรือไม่ว่ายังคงมีนักฟุตบอลบางคนที่เงินและความสำเร็จไม่สามารถซื้อพวกเขาได้ ด้วยเพราะหัวใจที่ยิ่งใหญ่อันเคารพรักสโมสรได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และนี่คือ 3 สุดยอดนักเตะระดับตำนานที่รักเดียวใจเดียวตลอดอาชีพนักฟุตบอล

1. ฟรานเชสโก ต็อตติ ชื่อนี้ที่ไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ เขาคือสุดยอดกองกลางมากพรสวรรค์ของวงการฟุตบอลที่สามารถจะเลือกย้ายไปอยู่กับทีมใดก็ได้บนโลกนี้ แม้ว่าทีมโรม่าจะประสบปัญหาภายในสโมสรมากมายจนไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาประสบความสำเร็จได้ในเร็ววัน แต่ต็อตติก็ไม่เคยมีความคิดที่จะอำลาทีมไปเลย เขาจึงคู่ควรกับฉายาที่ถูกตั้งให้ว่า “เจ้าชายหมาป่า” อย่างที่สุด

2. สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล จัดเป็นมิดฟิลด์พลังไดนาโมที่โดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ เขาคือหัวใจของทีมลิเวอร์พูลที่สามารถพาทีมพลิกนรกในค่ำคืนที่อิสตันบูลจนเถลิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ แต่สำหรับพรีเมียร์ลีกแม้ทีมจะทำได้ใกล้เคียงเพียงรองแชมป์แต่เจอร์ราร์ดก็ไม่สามารถทิ้งลิเวอร์พูลเพื่อไปประสบความสำเร็จเพียงคนเดียวได้ และการเลือกออกจากทีมไปค้าแข้งในอเมริกานั้นก็เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่คงไม่อาจนับเป็นการทิ้งสโมสร นั่นคือเขายังรักการเล่นฟุตบอลแต่ต้องเป็นสถานที่ซึ่งเขาจะไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูล

3. แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ อาจไม่คุ้นหูแฟนบอลรุ่นใหม่ ๆ แต่หากย้อนไปถามแฟนบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษในยุค 90 ไม่มีใครไม่รู้จักพ่อมดลูกหนัง ฉายาที่แฟนบอลทีมเซาแธมป์ตันกล่าวยกย่องชายผู้นี้ซึ่งมีครบทั้งพรสวรรค์ ทักษะ จินตนาการ และด้วยฝีเท้าระดับเลอ ทิสซิเอร์ ควรจะได้ไปโลดแล่นอยู่กับทีมที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างเกียรติประวัติในอาชีพนักฟุตบอลของเขา แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับทีมนักบุญเพียงทีมเดียวเท่านั้นตลอดเส้นทางค้าแข้ง

ความสวยงามบนโลกลูกหนัง จิตวิญญาณที่ภักดีของนักฟุตบอล “วัน แมน คลับ”

นักฟุตบอลที่ไม่ย้ายสังกัดเลยตลอดเส้นทางอาชีพยังมีอีกหลายราย เช่น ไรอัน กิ๊กส์ กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือคาร์เลส ปูโยล ของบาร์เซโลนา หรือเปาโล มัลดินี ลูกหม้อของเอซี มิลาน เป็นต้น แต่ด้วยความพร้อมของสโมสรที่สามารถสร้างความสำเร็จได้อย่างมากมายให้เป็นเกียรติประวัติแก่พวกเขาได้อยู่แล้ว จึงทำให้เป็นความเหมือนที่แตกต่างกันกับตัวอย่างนักเตะทั้ง 3 ราย

บางครั้งในมุมมองของนักฟุตบอลที่จงรักภักดีกับสโมสรจนกลายเป็น “วัน แมน คลับ” ก็แสดงให้เห็นถึงความสวยงามบนโลกฟุตบอลที่อยู่เหนือกว่ามูลค่าของเงินตราและความสำเร็จ ทำให้ได้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เข้มแข็งมุ่งมั่นทำเพื่อทีมอย่างแท้จริง ไม่แปลกใจที่บรรดาแฟนบอลจะเทิดทูนนักเตะประเภทนี้เยี่ยงวีรบุรุษ และแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเคารพแฟนบอลดุจคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน และบางทีความสุขที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างแฟนบอลและนักเตะนี่แหละที่เป็นเหมือนพลังงานที่ฉุดดึงนักเตะไว้ได้อย่างแท้จริง

ซูเอา เฟลิกซ์ ชื่อนี้ที่คุณต้องรู้จัก ดาวรุ่งแห่งวงการที่มีมูลค่า 126 ล้านยูโร

หากให้นึกชื่อดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการฟุตบอลในยุคนี้ก็คงต้องนึกถึงชื่อ คีลิยัน เอมบัปเป เป็นอันดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่เพียงตลาดนักเตะที่ผ่านมากลับมีชื่อนักฟุตบอลดาวรุ่งอีกหนึ่งคนที่สร้างความฉงนสงสัยให้กับคอกีฬาฟุตบอลทั่วโลกว่าไอ้เด็กหนุ่มคนนี้มันเป็นใครเหตุใดทีมใหญ่จึงรุมแย่งตัวมีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน และท้ายที่สุดก็เป็นแอตเลติโก มาดริด ที่ตกลงปลงใจส่งสินสอดให้เบนฟิกาเชยชมด้วยมูลค่า 126 ล้านยูโร แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง ซูเอา เฟลิกซ์ เด็กหนุ่มสัญชาติโปรตุกีสนั่นเอง

วันเดอร์คิด สุดยอดเด็กเทพที่ควรค่าแก่การลงทุนเพื่ออนาคตหรือไม่…?

 เด็กหนุ่มวัย 19 กะรัต ผู้มีเท้าขวาอันเฉียบคมเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนของทีมเอฟซี ปอร์โต ก่อนจะย้ายมาอยู่กับเบนฟิกาในทีมชุด U17 แบบไม่มีค่าตัวเนื่องจากหมดสัญญา ซึ่งเป็นที่เบนฟิกานี่เองที่หล่อหลอมและให้โอกาสเขาจนกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามอง จากนักเตะเยาวชนชุด U17 ก้าวขึ้นสู่ชุด U19 และชุดเบนฟิกา B ตามลำดับ ก่อนจะขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2018 โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้เฟลิกซ์ใช้เวลาเพียง 3 ปีสำหรับการก้าวกระโดดแซงหน้าเด็กรุ่นเดียวกันและกลายเป็นกำลังหลักของเบนฟิกาสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลีกโปรตุเกสไปในทันที

ความสุดยอดในฝีเท้าของกระทาชายนายเฟลิกซ์ถึงขั้นถูกยกเอาไปเปรียบเทียบว่ามีความละม้ายคล้ายริคาร์โด กาก้า อดีตสตาร์ทีมชาติบราซิล ด้วยสไตล์การเล่นและความฉลาดเป็นกรดเมื่ออยู่ในสนาม การที่แอตเลติโก มาดริดคว้าเขามาครองด้วยราคาอันสุดแสนสะพรึงหากจะบอกว่าเขาเป็นรองเพียงเนย์มาร์ และเอมบัปเปเท่านั้น หรือก็หมายถึงราคาค่าตัวสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก กับการพิสูจน์ตัวเองในลีกสูงสุดแดนฝอยทองเพียงฤดูกาลเดียวที่อาจดูเสี่ยงจะขาดทุนย่อยยับหากผลงานของเขาสวนทางกับราคาก็เป็นได้ นั่นเพราะการค้าแข้งในลีกที่เข้มข้นระดับลาลีกย่อมไม่ธรรมดา คำตอบนั้นอยู่ที่ว่าแอตเลติโก มาดริดจะเลือกใช้งานเขาแบบไหน การเสียอองตวน กรีซมันน์ไปให้บาร์เซโลนาย่อมทำให้ทีมตราหมีมองหานักเตะระดับพรสวรรค์เพื่อแทนที่ และการทุ่มซื้อเฟลิกซ์ด้วยราคาขนาดนี้ก็คงคาดหวังให้มาช่วยยกระดับของทีมแทนกรีซมันน์ แต่การใช้งานนักเตะในช่วงวัยทีนที่ยังเสริมกระดูกไม่แข็งพอมาเป็นตัวหลักก็อาจส่งผลในทางลบกับทั้งสโมสรและตัวนักเตะเองในระยะยาว

ผลงานไฉไลในปรีซีซัน เค้าลางที่ดีสำหรับการเริ่มต้นที่แอตเลติโก มาดริด

จากความกังวลของแฟนทีมตราหมีว่าการซื้อซูเอา เฟลิกซ์ จะคุ้มค่าหรือไม่เพราะราคาขนาดนี้หากจะไปเลือกเอาสตาร์ดังสักคนที่ชั่วโมงบินสูงกว่าย่อมเป็นไปได้ และน่าจะสร้างความมั่นใจได้มากกว่าเป็นไหน ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ฉายแววความเป็นอัจฉริยะนักเตะให้แฟน ๆ ได้เห็นในช่วงปรีซีซันทั้งยิงทั้งจ่ายแบบถล่มทลาย อีกทั้งแววตาและคาแรคเตอร์ในสนามก็แสดงให้เห็นชัดว่าเขามีความพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์อันเป็นคุณลักษณะของสุดยอดนักเตะที่พึงมี

หากเฟลิกซ์แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวก็จะทำให้เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าสุด ๆ ของแอตเลติโก มาดริด ในทางกลับกันทีมที่เสียดายสุด ๆ คงไม่พ้นเอฟซี ปอร์โต ทั้งที่เป็นผู้เริ่มบ่มเพาะเฟลิกซ์มากว่า 7 ปี แต่กลับปล่อยเพชรในมือออกไปโดยที่ยังไม่ได้เจียระไนให้ดีเพียงเพราะเหตุผลที่ว่าเขาดูบอบบางเกินไปสำหรับฟุตบอล

โรเมลู ลูกากู ยอดกองหน้าตัวเป้า ความเสี่ยงที่อาจคุ้มค่าสำหรับอินเตอร์มิลาน

ตลาดซื้อขายนักฟุตบอลได้ปิดตัวลงไปแล้ว การเสริมทีมด้วยนักฟุตบอลฝีเท้าดีของทุกสโมสรจึงสิ้นสุดลงจนกว่าจะถึงตลาดฤดูหนาวต้นปี 2020 และหนึ่งในการซื้อขายที่กินเวลานานนับแต่เริ่มเปิดตลาด มีข่าวที่ถูกนำเสนอทั้งที่มีแนวโน้มว่าจะย้ายแน่ และอาจไม่ได้ย้ายอยู่ไม่เว้นวัน แต่ท้ายที่สุดการย้ายก็เกิดขึ้นในวันท้าย ๆ ก่อนตลาดจะปิดตัวลง เป็นผลสรุปที่น่าจะพึงพอใจกับทุกฝ่าย หนึ่งในดีลที่น่าสนใจด้วยมุมมองที่หลากหลายจากผู้สันทัดกรณีว่าคุ้มค่าหรือไม่ นั่นคือ ดีลของกองหน้าร่างยักษ์ โรเมลู ลูกากู

เส้นทางนักเตะอาชีพที่ไม่เรียบหรูแต่มากด้วยความทรงจำของชายที่ชื่อลูกากู

                โรเมลู ลูกากู ถือสัญชาติเบลเจียน และติดทีมชาติในทีมเยาวชนตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 15 ปี, 18 ปี และ 21 ปี ตามลำดับก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่ด้วยอายุยังไม่ถึง 20 ปีเสียด้วยซ้ำ ลูกากูมีพื้นฐานในครอบครัวที่มีฐานะยากจนเริ่มเล่นฟุตบอลด้วยแรงบันดาลใจของผู้เป็นพ่อซึ่งเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ด้วยรูปร่างใหญ่โตเกินเด็กในวัยเดียวกันทั้งพละกำลังและไหวพริบในการจบสกอร์ทำให้เขาก้าวเข้าสู่สโมสรเยาวชนอันเดอร์เลชท์ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่ของลีกเบลเยียม และสามารถก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น นั่นนับเป็นก้าวแรกของเส้นทางการเป็นนักเตะอาชีพของโรเมลู ลูกากู

การย้ายทีมของโรเมลู ลูกากู จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปสู่อินเตอร์ มิลาน ถือเป็นการย้ายออกนอกอังกฤษครั้งแรกของเขา เพราะนับตั้งแต่ก้าวสู่การเป็นนักเตะอาชีพ ลูกากูก็ได้รับความสนใจจากยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษอย่างเชลซี แต่น่าเสียดายที่เชลซีในวันนั้นมีกองหน้าชั้นยอดอย่างดร็อกบา ซึ่งยากเกินกว่าที่นักเตะดาวรุ่งอย่างเขาจะสอดแทรกขึ้นไปได้ หากแต่การย้ายไปสู่ทีมฝั่งเมอร์ซีไซด์อย่างเอฟเวอร์ตันกลับทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดในพรีเมียร์ลีกขณะนั้น และแน่นอนว่าด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงบวกกับอายุเพียง 20 ปีต้น ๆ ย่อมทำให้มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขณะนั้นยอมทุ่มเงิน 75 ล้านปอนด์คว้าตัวเขามาเพื่อเป็นตัวความหวังแดนหน้าในการนำพาความสำเร็จกลับมาสู่โอลด์แทรฟฟอร์ด หากแต่ความจริงช่างเล่นตลก เพราะแม้ว่าลูกากูจะทำผลงานได้ดีไม่น้อยสำหรับตำแหน่งกองหน้า แต่ภาพรวมของทีมที่กระท่อนกระแท่นทำแต้มหลุดมือเป็นประจำกับทีมเล็กทีมน้อย ค่าตัวระดับ 75 ล้านปอนด์จึงย้อนมาทำร้ายเขาด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลที่ต้องการเห็นเขาถล่มประตูช่วยทีมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาที่ต่อเนื่องมาจนยุคของโอเล กุนนาร์ โซลชา ไฟในตัวของลูกากูดูเหมือนจะมอดลงด้วยฟอร์มในสนามที่ขาดความดุดันมุ่งมั่น การขายเขาออกไปหาความท้าทายใหม่ยังต่างแดนด้วยราคา 73.9 ล้านปอนด์ จึงน่าจะเป็นทางออกที่สมประโยชน์กับทุกฝ่าย

จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของทีมงูใหญ่ที่อาจพาสโมสรกลับมาทวงความยิ่งใหญ่

                การกลับคืนสู่เวทียุโรปของทีมอินเตอร์ มิลาน เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้สโมสรต้องเร่งเดินหน้าเพื่อสร้างทีมให้แข็งแกร่ง เริ่มตั้งแต่ผู้จัดการทีมซึ่งได้อันโตนิโอ คอนเต้มารับหน้าที่กุมบังเหียน และตามมาด้วยการจับจ่ายในตลาดนักเตะอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเพื่อผนวกกำลังกับทีมชุดเดิมที่ถือว่าแข็งแกร่งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว การได้โรเมลู ลูกากู ก็น่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมงูใหญ่ได้เป็นอย่างมาก

เซเรีย อา จัดว่าเป็นลีกที่เล่นบอลเชิงระบบ มีสปีดของเกมช้ากว่าพรีเมียร์ลีกพอสมควร อีกทั้งการเข้าปะทะก็ไม่ได้หนักหน่วงดุดันเท่า ประสบการณ์นักเตะอาชีพในเวทีพรีเมียร์ลีกจึงน่าจะทำให้ลูกากูฉายแสงความเป็นเพชฌฆาตดาวยิงได้อีกครั้ง และอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้อินเตอร์ มิลานกลับมาต่อกรกับบรรดายอดทีมในแดนมักกะโรนีและทีมในยุโรปอย่างสูสีอีกครั้งก็เป็นได้

ฤดูที่แตกต่างของ อเล็กซิส ซานเชซ

ภายหลังการโยกย้ายสังกัดเมื่อช่วงตลาดเดือนมกราคม ในฤดูกาล 2017/2018 ที่ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงทีมชาติชิลี ได้ย้ายสังกัดมาอยู่ร่วมกับสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้จุดประกายความหวังในใจแฟนบอลว่า ประสิทธิภาพเกมรุกของทีมจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น และจะมาเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกให้กลับมาทะลวงตาข่ายคู่ต่อสู้ได้ดั่งในอดีตที่ผ่านมา

จวบจนในเวลานี้ ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/2019 ได้เดินทางเข้าสู่ช่วงท้ายฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นเวลากว่า 1 ปีที่ อเล็กซิส ซานเชซ ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองลอนดอนมาสู่เมืองแมนเชสเตอร์ แฟนบอล นักวิเคราะห์ และเหล่านักเตะระดับตำนานของสโมสร ต่างให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่ อเล็กซิส ซานเชซ คนเดิมกับที่เคยอยู่ที่ อาร์เซนอล

ถ้าอย่างนั้นจริง ๆ แล้ว อเล็กซิส ซานเชซ คนเดิมที่ทุกคนต่างพูดถึงในอดีตเป็นอย่างไร

ตลอดการค้าแข้งกับทางสโมสรปืนใหญ่ อาร์เซนอล ก่อนที่จะย้ายทีม อเล็กซิส ซานเชซ ถือเป็นแนวรุกคนสำคัญของทางสโมสรเคียงข้างกับนักเตะอย่าง เมซุส โอซิล ภายใต้การทำทีมของกุนซือขงเบ้งเลือดน้ำหอมอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ โดยสถิติในการลงเล่นช่วงท้ายตลอด 1 ปีหลังก่อนย้ายทีม ซานเชซ มีสถิติการลงเล่นไปทั้งสิ้น 57 นัด ยิงไปทั้งสิ้นถึง 31 ประตู จ่ายให้เพื่อนร่วมทีมยิง 13 ประตู โดยมีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมกับประตูอยู่ที่ 0.77 ประตูต่อเกม และมีการสร้างโอกาสยิงประตูเกมละ
3.5 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสถิติการจ่ายสร้างสรรค์โอกาสเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 ครั้งต่อเกม และสามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ยต่อเกม
อยู่ที่ 2.5 ครั้ง

ในทางกลับกัน ภายหลังการย้ายมาร่วมทีมกับทางสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซานเชซ มีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.31 ประตูต่อเกม โดยสร้างโอกาสยิงไปทั้งสิ้น 1.3 ครั้งต่อเกม จ่ายลูกสำคัญเฉลี่ย 1.7 ครั้งต่อเกม และสามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 2.2 ครั้งต่อเกม

โดย อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีม อาร์เซนอล ที่รู้จักทุกแง่มุมถึงข้อดีข้อด้อยของนักเตะรายนี้เป็นอย่างดี ได้ให้ความเห็นกับทางสื่ออังกฤษถึงเหตุผลที่เจ้าตัวไม่สามารถโชว์ศักยภาพของตัวเองได้อย่างแท้จริง จนทำให้ประสบปัญหาฟอร์มตกอย่างหนักในช่วงหลังว่า “ผมคิดว่า อเล็กซิส ได้สูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของเขาที่จะทำให้เขาโชว์ศักยภาพออกมาได้เต็มที่คือ การนำความเชื่อมั่นที่เขามีต่อตัวเอง มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อใช้ในการดวลกับนักเตะฝ่ายตรงข้าม”

เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหมดที่ทาง ซานเชซ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ อาจไม่ใช่ปัจจัยภายนอก แต่อาจจะเป็นปัญหาภายในสภาพจิตใจ เนื่องจากในอดีตที่เจ้าตัวเคยได้รับการยกย่องจากบรรดาแฟนบอลทีมเก่าอย่าง อาร์เซนอล ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับบรรดาแฟนบอลของทาง ยูไนเต็ด ที่ยังไม่ยอมรับความสามารถในตัวนักเตะ ดังนั้นหากมองในอีกมุม ถ้า
อเล็กซิส ซานเชซ ต้องการเรียกความมั่นใจกลับมา อาจจำเป็นต้องปล่อยวางอดีตไว้เบื้องหลัง และหันกลับมาสู้อีกครั้งในฐานะนักเตะธรรมดาคนหนึ่ง และแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้เหล่าแฟนบอลได้เห็นว่า เขานี่แหละ คือนักเตะที่เหมาะสมกับค่าเหนื่อยอันดับหนึ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ผลงานแย่จริงหรอ ?

จากผลงานในฤดูกาล 2017/2018 เรียกได้ว่าโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ดาวยิงชาวอียิปต์เป็นส่วนสำคัญของทัพสโมสรหงส์แดง ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง โดยในฤดูกาล 2017/2018 ถือว่าเป็นหนึ่งในแนวรุกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก การันตีผลงานจากการเล่นจู่โจมและสวนกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยิงประตูให้สโมสรอย่างถล่มทลายจนคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของยุโรปมาครอง

                ด้วยแผนการเล่นที่ผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้เข้ามาปลี่ยนแปลงสโมสร ลิเวอร์พูล ให้เน้นเกมรุก เข้า
เพรสซิ่งดุดัน และเข้าจู่โจมสวนกลับอย่างรวดเร็วด้วยปีกทั้งสองข้างมากขึ้น ทำให้ปีกที่มีความเร็วอยู่แล้วอย่าง
โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ สามารถรีดเร้นศักยภาพออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ จนทำให้บรรดากองหลังฝ่ายตรงข้ามต้องผวาทุกครั้งเมื่อลูกบอลถูกส่งมาที่เขา

                ต่อมาเมื่อฤดูกาล 2018/2019 ได้เปิดฉากขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของแฟน ๆ ว่า ดาวเตะชาวอียิปต์รายนี้ จะยังคงประสิทธิภาพในการผลิตประตูให้กับสโมสรได้เหมือนดั่งที่ผ่านมา แต่พอเวลาล่วงเลยไป กลับพบว่าสิ่งที่คาดหวังเริ่มสวนทางกับความเป็นจริง เมื่อผลงานด้อยลงจนทำให้สื่อหลาย ๆ สำนักรวมถึงเหล่าแฟนบอลตั้งคำถามว่า แล้วโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่เคยเป็นเครื่องจักรถล่มประตูหายไปไหน

                จากสถิติของฤดูกาลนี้ เมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว ต้องยอมรับว่าจำนวนการมีส่วนร่วมกับประตูที่ทำได้ของสโมสร ลดลงไปอย่างน่าใจหาย เมื่อในฤดูกาล 2017/2018 ซาล่าห์ มีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูของสโมสรทั้งสิ้น 1.2 ประตูต่อเกม เมื่อเทียบกับในฤดูกาลนี้พบว่า สถิติในการมีส่วนร่วมกับประตูลดลงเหลือเพียง 0.6 ประตู ต่อเกมเท่านั้น

                แต่ถ้าเรามองในอีกมุม เจาะลึกถึงข้อมูลทางสถิติลงไปมากกว่านั้น ในฤดูกาลที่แล้ว ซาล่าห์ มีสถิติในการจ่ายลูกสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.7 ครั้ง เลี้ยงผ่านคู่แข่ง 2.2 ครั้ง และมีโอกาสยิง 4 ครั้งต่อเกม เมื่อนำมาเทียบกับในฤดูกาลนี้จะพบว่า
โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ มีสถิติในการจ่ายลูกสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.8 ครั้ง เลี้ยงผ่านคู่แข่ง 2.1 ครั้ง และมีโอกาสยิง 3.5 ครั้งต่อเกม ซึ่งก็ถือได้ว่าในแง่ศักยภาพการเล่นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม แล้วอะไรที่ทำให้ประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมกับประตูของเจ้าตัวลดลง

                คำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับเรื่องนี้ คือ เพราะทีมคู่ต่อสู้เริ่มเกิดความชิน

                ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่บรรดาผู้เล่นที่ฟอร์มร้อนแรงกับสโมสรในฤดูกาลแรก กลับฟอร์มตกลงไปอย่างใจหายในฤดูกาลต่อมา เพราะเมื่อบรรดาทีมฝ่ายตรงข้ามเริ่มเกิดความคุ้นชิน บวกกับมีเวลาได้แก้ไข เตรียมตัวที่จะมารับมือมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อความยากลำบากมากขึ้นในการเล่น ดังจะเห็นได้จากบรรดาผู้เล่นในอดีตมากมายที่เคยเผชิญกับปัญหานี้กันมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ดีเอโก้ คอสต้า อดีตศูนย์หน้า เชลซี ที่ในฤดูกาลแรกจัดการซัดไปถึง 20 ประตู จากการลงเป็นตัวจริง 24 เกม แต่ในฤดูกาลต่อมากลับยิงประตูได้เพียง 12 ประตู จากการลงเป็นตัวจริง 27 เกม เท่านั้น

                จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าทาง ซาล่าห์ ไม่ได้มีศักยภาพในการเป็นนักเตะที่แย่ลง หรือฝีเท้าที่ผ่านมาไม่ใช่ของจริงแต่อย่างใด ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลให้แฟนบอลได้เห็นกันแทบทุกปี และถ้าว่ากันตามจริง หากผลงานการทำประตูที่ติดอันดับต้น ๆ ของลีกในเวลานี้ยังไม่ดีพอ คงต้องย้อนกลับมาถามว่า แล้วในปัจจุบัน จะมีนักเตะซักกี่รายที่มีความสามารถเหนือกว่าชายคนนี้ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ตัวเต็งรางวัลแข้งยอดเยี่ยมพีเอฟเอ 2018/2019

นับจากวันที่มีข่าวว่าทางสโมสร ลิเวอร์พูล ที่นำทัพโดย เจอร์เก้น คล็อปป์ ดึงดันในการติดต่อขอเจรจาซื้อตัว
เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังชาวเนเธอร์แลนด์ให้ได้โดยที่ไม่มีเป้าหมายสำรอง จนเป็นเหตุให้ถึงกับต้องทุ่มเงินเป็นมูลค่าสูงถึง 75 ล้านปอนด์ และสร้างความสงสัยให้กับเหล่าแฟนบอลถึงเหตุผลในการซื้อตัวดาวเตะรายนี้

                แต่ใช้เวลาเพียงไม่นาน เหล่าแฟนบอลทั้งหลายทั่วโลกต่างได้พบคำตอบว่า ทำไมสโมสร ลิเวอร์พูล ถึงต้องทุ่มเงินมากมายมหาศาลถึงขนาดนี้ให้กับนักเตะตำแหน่งกองหลังเพียงรายเดียว

จากผลงานอันยอดเยี่ยมตลอดการค้าแข้งตั้งแต่ย้ายเข้ามาร่วมกับสโมสรอย่าง ลิเวอร์พูล ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงฤดูกาลนี้ ทำให้เหล่านักวิจารณ์ สื่อมวลชน และบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของทางอังกฤษ ต่างยกให้ปราการหลังเจ้าของสถิติโลก เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ประจำฤดูกาล 2018/2019

                เหตุใด เขาจึงได้รับการยกย่องมากขนาดนี้ ?

                ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นเหตุผลที่ว่า เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญมากของทีม ลิเวอร์พูล ในการเข้ามาปรับปรุงแก้ไข ขันเกมรับให้แน่น เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมสามารถทำเกมรุกได้โดยไม่ต้องมาคอยกังวลเวลาโดนการสวนกลับของทีมคู่แข่ง พร้อมทั้งยังยกระดับทีมให้สามารถขึ้นมาต่อกรกับแชมป์เก่าอย่างสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อท้าชิงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก

                นอกจากรูปแบบการเล่นที่มีความครบเครื่องในด้านความเร็ว การเล่นลูกกลางอากาศ ความนิ่ง และการยืนตำแหน่ง
เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ยังถือเป็นกองหลังที่สามารถจ่ายบอลจากแดนหลังได้อย่างแม่นยำ และคอยสนับสนุนคู่หูในแนวรับของตัวเองได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่ามีความสามารถแทบทุกอย่างที่กองหลังควรจะมีอยู่ในตัวเขาเพียงผู้เดียว

                จากสถิติต่อเกมจะพบว่า ฟาน ไดค์ ชนะการดวลกลางอากาศเฉลี่ยถึง 4.7 ครั้ง และมีสถิติการจ่ายบอลยาวจากแดนหลังสูงถึง 5.7 ครั้งต่อเกม ยิ่งไปกว่านั้น จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างของปราการหลังชาวดัตช์รายนี้คือ การเคลียร์บอลอันตรายที่อาจก่อให้เกิดปัญหาภายหลัง โดยพบว่ามีสถิติการเคลียร์บอลอันตรายสูงถึง 5.3 ครั้งต่อเกม และทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำฟาวล์ที่เจ้าตัวทำไปเพียง 0.4 ครั้งต่อเกมเท่านั้น

                เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล ได้เคยกล่าวถึงความยอดเยี่ยมของลูกทีมรายนี้ว่า “เขาอายุยังไม่มาก แต่กลับมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ สมรรถภาพร่างกายและความแข็งแรงทุกอย่างดีเยี่ยม คุณสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือ เพื่อบรรยายถึงความสามารถของเขา ทักษะและความแข็งแกร่งที่เขามี รวมถึงเรื่องที่เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมแค่ไหนได้ไม่รู้จบ”

                ทำให้ไม่น่าแปลกใจ ที่จากผลโหวตโดยแฟนบอลกว่า 18,000 คน โหวตให้ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ สมควรที่จะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ประจำฤดูกาล 2018/2019 สูงถึง 81% รวมถึงสื่อมวลชน และนักวิเคราะห์ต่างให้ความเห็นว่า นี่คือตัวเต็งอันดับหนึ่งอย่างไม่มีข้อกังขาแน่นอน