คืนวันที่ผันเปลี่ยนของสโมสรเชลซี จากจุดสูงสุดที่ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

สโมสรเงินถุงเงินถังอย่างเชลซีจัดเป็นทีมประเภทอยากได้ใครก็ต้องได้ นับตั้งแต่โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรสำเร็จมหาเศรษฐีแห่งดินแดนหมีขาวก็ร่ายเวทย์มนต์ด้วยเม็ดเงินของเขาบันดาลความสำเร็จมาสู่เชลซีอย่างยิ่งใหญ่ จากทีมระดับกลางของพรีเมียร์ลีกกลับกลายเป็นทีมหัวแถวที่ลุ้นแชมป์ทุกฤดูกาล ทีมสิงโตน้ำเงินครามจึงเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ด้วยหลักฐานอย่างถ้วยรางวัลการแข่งขันทุกรายการทั้งในประเทศและระดับทวีปยุโรป  

อับราโมวิชผู้พาเชลซีก้าวมาไกลเกินฝัน ทุกสิ่งเป็นจริงได้เพียงปลายนิ้วสั่ง

นับตั้งแต่ปี 2004 ที่อับราโมวิชได้เข้ามาถืออำนาจเบ็ดเสร็จในสโมสร เขาจัดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแทบจะทันทีทันใด ด้วยนิสัยของนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีที่กล้าทุ่มกล้าเสี่ยง นับตั้งแต่การดึงโชเซ มูรินโญ ยอดกุนซือฟอร์มร้อนในขณะนั้น รวมทั้งการกว้านซื้อนักเตะระดับสตาร์อีกหลายรายโดยไม่สนใจรายจ่ายที่เสียไปว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และนั่นถือเป็นความเสี่ยงที่คุ้มสุดคุ้มดังที่เห็นในทุกวันนี้ เชลซีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และอีกหลายครั้งตามมา รวมทั้งถ้วยใหญ่สุดของทวีปยุโรป ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ก็ยังสามารถนำมาประดับตู้โชว์ได้เป็นผลสำเร็จ การลงทุนแบบบ้าคลั่งของอับราโมวิชจึงน่าจะคุ้มค่าตอบสนองความต้องการของเขาได้ทุกเพนนีเลยทีเดียว

การสร้างสโมสรของอับราโมวิชเป็นแบบตรงไปตรงมา ตัวเองอยากได้นักเตะคนไหนก็จะเข้าแทรกแซงการซื้อขายโดยไม่สนใจโค้ชหรือรูปแบบวิธีการที่เหมาะสม และนี่จึงเป็นจุดหนึ่งที่เชลซีมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ฤดูกาล 2018/2019 เป็นเพียงฤดูกาลเดียวที่เมาริซิโอ ซาร์รี ได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม ด้วยผลงานของสโมสรที่ไม่เข้าตาแม้คว้าแชมป์ถ้วยรองเวทียุโรปมาครองก็สั่งฟ้าผ่าปลดกันแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องให้เวลาแก้ตัวทั้งที่เพิ่งให้เวลาทำงานไปเพียงหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น และกุนซือผู้รับชิ้นเผือกร้อนคนล่าสุดอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้เป็นตำนานของเชลซีครั้งยังเป็นนักเตะแต่ยังถือว่าใหม่สำหรับงานกุนซือ เขาจะสามารถพาทีมกลับสู่เส้นทางความสำเร็จที่เข้าตาผู้เป็นเจ้าของสโมสรได้มากน้อยแค่ไหนจึงเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม

แฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้กอบกู้ศรัทธาเชลซี ภายใต้ข้อจำกัดที่ยากเกินบรรยาย

เชลซีมักซื้อนักเตะบิ๊กเนมที่พร้อมใช้ได้เลยทันทีเพื่ออุดรอยรั่วในตำแหน่งต่าง ๆ ให้กับทีม แม้ต้องใช้เงินมากแต่ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติเช่นว่าจะไม่เกิดขึ้นกับทัพสิงโตน้ำเงินครามในฤดูกาล 2019/2020 จากกรณีถูกแบนตามกฎ Protection of Minors ที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎการซื้อขายนักเตะเยาวชน และแน่นอนว่าหากสภาพของทีมก่อนปลดซาร์รีนั้นไม่ได้ฉายแววทีมที่มีลุ้นแชมป์รายการใหญ่ฉันใด การเริ่มต้นของแลมพาร์ดในฤดูกาลใหม่ที่ไม่สามารถเสริมนักเตะใหม่ได้ตามต้องการก็คงไม่ต่างกันฉันนั้น อักทั้งการที่ทีมต้องเสียเอเดน อาร์ซาร์ หัวใจเกมรุกของทีมก็ยิ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับแลมพาร์ด

การทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าในดีลคริสเตียน พูลิซิซ จึงเป็นเพียงความหวังเดียวที่อาจพอลุ้นให้เขาสร้างคุณภาพให้กับทีมได้ใกล้เคียงกับที่อาร์ซาร์เคยทำไว้ สิ่งที่แลมพาร์ดจะพอทำได้อีกเรื่องนั่นคือการผลักดันนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดี เช่น เมสัน เมาท์ และ แทมมี่ อับราฮัม ซึ่งก็พอเห็นแววฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมอยู่ไม่น้อย เวลาของแลมพาร์ดในการสร้างเชลซีขึ้นใหม่จะยาวนานแค่ไหนผลงานในสนามจะเป็นคำตอบ และคนที่ตัดสินชี้ขาดคงไม่พ้นอับราโมวิชคนเดิม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดยอดสโมสรที่มากด้วยความสำเร็จกับทิศทางที่เริ่มออกทะเล

หากจะยกให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาสโมสรฟุตบอลที่ขับเคี่ยวกันในลีกที่ดีที่สุดอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษก็คงจะถูกต้องแล้ว เพราะนับแต่ดิวิชันหนึ่งอังกฤษถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีก ยังไม่มีทีมใดนำถ้วยรางวัลไปประดับสโมสรได้มากเท่าทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ได้เลย แต่แล้วเหมือนวิมานความสำเร็จของบรรดาเรด เดวิล ต้องพังทลายลงด้วยเพราะการประกาศวางมือของบรมกุนซือที่ชื่อ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้นำพายูไนเต็ดออกห่างจากความสำเร็จออกไปทุกที

มาตรฐานที่ยากเกินจะเทียบเคียงของเฟอร์กูสัน ข้อสอบที่ยากยิ่งสำหรับยอดโค้ช

การที่เฟอร์กูสันสร้างความสำเร็จไว้มากมาย อาทิ แชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย และยังเป็นทีมเดียวที่สามารถครองแชมป์ลีกสูงสุด 3 สมัยซ้อนได้ถึง 2 หนด้วยกัน อีกทั้งครองเจ้ายุโรปได้ถึง 2 สมัย โดยยังไม่นับรวมแชมป์รายการถ้วยต่าง ๆ อีกหลายรายการย่อมทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่และถูกคาดหวังถึงคุณภาพของทีมที่มีมาตรฐานสูงอยู่เสมอ ซึ่งหลังจากพายูไนเต็ดครองความยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นสมัยที่ 20 เฟอร์กูสันก็ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีมลงทันที

เมื่อเฟอร์กูสันประกาศวางมือจึงเป็นงานหนักที่สโมสรต้องหาผู้จัดการในระดับที่พอวางใจได้เพื่อสืบทอดความยิ่งใหญ่ของสโมสรต่อไป นับแต่เดวิด มอยส์ ที่ถูกคาดหวังว่าเป็นกุนซือฝีมือดีจากผลงานการสร้างรากฐานฟุตบอลที่สวยงามให้กับเอฟเวอร์ตัน ส่งต่อมาที่หลุยส์ ฟาน กัล ยอดกุนซือผู้เอกอุไปด้วยความสามารถทั้งการพาทีมสโมสร และทีมชาติไปสู่จุดสูงสุดมาแล้วหลายต่อหลายทีม กระทั่งโชเซ มูรินโญ่ สุดยอดผู้จัดการทีมคนหนึ่งในยุคนี้ก็ได้รับหน้าที่กุมบังเหียนให้กับปีศาจแดงมาแล้ว และทุกคนล้วนถูกคาดหวังในการพาทีมกลับไปประสบความสำเร็จดังวันวานกันทั้งสิ้น แต่ผลงานที่ปรากฎกลับไม่เป็นเช่นนั้น มูรินโญ่เป็นคนเดียวที่พาทีมไปสู่แชมป์แบบจับต้องได้ทั้งลีก คัพ และยูโรปา ลีก กระนั้นผลงานในพรีเมียร์ลีก ก็กระท่อนกระแท่นและรูปแบบการเล่นของทีมที่ดูจะไม่มีอนาคตสักเท่าไร ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครดีพอจะพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับไปอยู่บนเส้นทางที่ใกล้เคียงกับความสำเร็จได้เลย

บทเรียนราคาแพงของคู่แข่ง ที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับปิศาจแดง

เส้นทางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจดูคล้ายลิเวอร์พูลในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุดที่กอบโกยความสำเร็จเข้าสโมสรอย่างบ้าคลั่ง จนวันหนึ่งถึงจุดอิ่มตัวที่ทีมต้องมีการเปลี่ยนแปลงก็กลายเป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทลายยอดปราสาทแห่งความสำเร็จ จนต้องเริ่มก่อสร้างกันใหม่ตั้งแต่ฐานราก โอเล กุนนาร์ โซลชา กุนซือผู้เป็นลูกหม้อให้กับเรด เดวิลตั้งแต่สมัยค้าแข้ง จึงเป็นอีกหนึ่งคำถามว่าจะสามารถเรียกศรัทธาของแฟนบอลให้กลับมาเชื่อมั่นในทีมได้อีกครั้งในเร็ววันหรือไม่

30 ปีที่หงส์แดงห่างไกลจากแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอาจเป็นสิ่งที่เตือนใจชั้นดีให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายเกินไป การเคลื่อนไหวในตลาดนักเตะก่อนเปิดฤดูกาล 2019/2020 ถือว่าไม่ได้หวือหวามากนักนอกจากแนวรับราคาแพง 2 ราย แฮร์รี แม็กไกวร์ และอารอน วาน-บิสซากา ทั้งที่ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขอีกมากมาย แฟนบอลย่อมหวั่นใจแน่นอน และการที่ปล่อยให้ทีมร้างราความสำเร็จไว้นานวันย่อมสุ่มเสี่ยงต่อผลร้ายระยะยาวอย่างที่ลิเวอร์พูลเคยพบเจอ ฤดูกาลนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญบทหนึ่งของทีมบริหารสโมสร และโซลชาที่ต้องรีบหันหัวเรือทีมปิศาจแดงให้กลับเข้าฝั่งโดยเร็วก่อนจะสายเกินไป

ชีวิตดั่งรถไฟเหาะของ “อาเดรียน” ผู้รักษาประตูฟ้าลิขิต

ชัยชนะของลิเวอร์พูลเหนือคู่แข่งร่วมลีกอย่างเชลซีในนัดชิงแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ 2019 ไม่เพียงแต่เป็นแชมป์รายการแรกในฤดูกาลใหม่ของลิเวอร์พูลเท่านั้น แต่ยังเป็นแชมป์รายการแรกในชีวิตค้าแข้งของ “อาเดรียน” ผู้รักษาประตูคนใหม่ ที่ได้โอกาสลงเฝ้าเสาในเกมนั้นอีกด้วย

                อาเดรียน เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในวัยเด็กด้วยตำแหน่งศูนย์หน้าและปีก แต่เมื่อผู้รักษาประตูประจำทีมย้ายออกไป เขาจึงได้ย้ายมาประจำตำแหน่งผู้รักษาประตูแทน ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ อาเดรียนได้รับการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ รีล เบติส ตั้งแต่อายุ 11 ปี จนกระทั้งได้รับโอกาสประเดิมสนามในฐานะผู้รักษาประตูมือหนึ่งของรีล เบติส ในปี 2012 เก็บคลีนชีทไปได้ 11 นัด ถือเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ของลาลีก้า และได้ไปแข่งขันฟุตบอลยูโรปาในฤดูกาลถัดไป โดยไฮไลท์สำคัญอยุ่ที่นัดเปิดบ้านชนะรีล มาดริดด้วยสกอร์ 1-0 โดยนัดนี้อาเดรียนได้รับตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์

                ในปี 2013 เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ “แซม อัลลาร์ไดซ์” คว้าตัวอาเดรียนสู่เกาะอังกฤษและถูกส่งลงเล่นทันทีในเกมลีกคัพ ซึ่งสามารถเอาชนะเชลเทนแฮม ทาวน์ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ก่อนจะถูกเลือกให้เปิดตัวบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วงคริสมาสต์ในเกมใหญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนยึดตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งมาครองได้ในที่สุด แถมยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเวสต์แฮมตั้งแต่ปีแรก ก่อนจะพ่ายให้กับ “มาร์ค โนเบิล” กัปตันผู้แบกทีมจนรอดจากการตกชั้น ตลอดระยะเวลา 6 ปี อาเดรียน ลงเฝ้าเสาประตูให้ขุนค้อนไปสิ้น 125 นัด ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับ “ลูคัส ฟาเบียนสกี้” จนไม่มีโอกาสลงสนามในพรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล 2018-19 และถูกปล่อยตัวออกจากทีมหลังหมดสัญญา

                ผู้รักษาประตูชาวสเปนกลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ ต้องลงซ้อมกับโค้ชผู้รักษาประตูส่วนตัวเพื่อเรียกความฟิตระหว่างรอการติดต่อจากสโมสรต่าง ๆ และก็เป็นลิเวอร์พูลที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาเพื่อให้เป็นตัวแทน “ซิมง มิโญเล่ต์” ผู้รักษาประตูมือสองที่ย้ายสำมะโนครัวกลับภูมิลำเนาไป เขาไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสอันงามนี้ไว้ แม้รู้ดีว่าคงไม่มีโอกาสให้ลงแสดงฝีมือมากนัก เห็นได้จากปีก่อนที่ “อลิสซอน เบ็คเกอร์” ถูกส่งลงสนามไปถึง 51 นัด แต่แล้วโชคชะตาก็เป็นใจเมื่อผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิลมีอาการบาดเจ็บตั้งแต่นัดเปิดสนามจนต้องเปลี่ยนตัวออก ซึ่งคาดว่าต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บเป็นเดือน

                อาเดรียนถูกเปลี่ยนลงสนามในนาทีที่ 39 ได้โอกาสลงสนามรับใช้ลิเวอร์พูลตั้งแต่นัดแรกหลังเซ็นสัญญาร่วมทีมเพียง 4 วัน ก่อนจะได้เป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมถัดไปกับเชลซี โดยเซฟจุดโทษลูกสุดท้ายของ “แทมมี่ อับราฮัม” ส่งหงส์แดงเป็นแชมป์ซุปเปอร์คัพในที่สุด กลายเป็นฮีโร่สำหรับแฟนบอลและเซียนพนันในเว็บ VWIN ในชั่วข้ามคืน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันยังเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่เลย แต่เหมือนสวรรค์จะเล่นตลกไม่เลิกเมื่อเจอกับเซาแธมป์ตันในเกมต่อมา จากจังหวะส่งคืนหลังธรรมดา อาเดรียนดันเตะเคลียร์บอลไปติด “แดนนี่ อิงส์” เข้าประตูไป ดีที่ทีมทำประตูตุนไว้ก่อนจึงเก็บชัยชนะไว้ได้ แม้หลังเกม “เจอร์เกน คล็อปป์” จะให้สัมภาษณ์ถึงจังหวะนั้นว่าไม่มีปัญหาอะไรตราบที่ทีมยังเก็บชัยชนะได้อยู่ แต่ฮีโร่จากนัดก่อนก็ไม่รอดจากการุมถล่มอย่างหนักจากแฟนหงส์แดง

                ช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดผ่านเข้ามา ถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้รักษาประตูวัย 32 ปี ต้องรอดูว่าเขาจะใช้โอกาสที่ยังอยู่ในมือสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้ขนาดไหน ซึ่งผลงานในสนามจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง

ฤดูที่แตกต่างของ อเล็กซิส ซานเชซ

ภายหลังการโยกย้ายสังกัดเมื่อช่วงตลาดเดือนมกราคม ในฤดูกาล 2017/2018 ที่ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงทีมชาติชิลี ได้ย้ายสังกัดมาอยู่ร่วมกับสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้จุดประกายความหวังในใจแฟนบอลว่า ประสิทธิภาพเกมรุกของทีมจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น และจะมาเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกให้กลับมาทะลวงตาข่ายคู่ต่อสู้ได้ดั่งในอดีตที่ผ่านมา

จวบจนในเวลานี้ ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/2019 ได้เดินทางเข้าสู่ช่วงท้ายฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นเวลากว่า 1 ปีที่ อเล็กซิส ซานเชซ ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองลอนดอนมาสู่เมืองแมนเชสเตอร์ แฟนบอล นักวิเคราะห์ และเหล่านักเตะระดับตำนานของสโมสร ต่างให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่ อเล็กซิส ซานเชซ คนเดิมกับที่เคยอยู่ที่ อาร์เซนอล

ถ้าอย่างนั้นจริง ๆ แล้ว อเล็กซิส ซานเชซ คนเดิมที่ทุกคนต่างพูดถึงในอดีตเป็นอย่างไร

ตลอดการค้าแข้งกับทางสโมสรปืนใหญ่ อาร์เซนอล ก่อนที่จะย้ายทีม อเล็กซิส ซานเชซ ถือเป็นแนวรุกคนสำคัญของทางสโมสรเคียงข้างกับนักเตะอย่าง เมซุส โอซิล ภายใต้การทำทีมของกุนซือขงเบ้งเลือดน้ำหอมอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ โดยสถิติในการลงเล่นช่วงท้ายตลอด 1 ปีหลังก่อนย้ายทีม ซานเชซ มีสถิติการลงเล่นไปทั้งสิ้น 57 นัด ยิงไปทั้งสิ้นถึง 31 ประตู จ่ายให้เพื่อนร่วมทีมยิง 13 ประตู โดยมีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมกับประตูอยู่ที่ 0.77 ประตูต่อเกม และมีการสร้างโอกาสยิงประตูเกมละ
3.5 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสถิติการจ่ายสร้างสรรค์โอกาสเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 ครั้งต่อเกม และสามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ยต่อเกม
อยู่ที่ 2.5 ครั้ง

ในทางกลับกัน ภายหลังการย้ายมาร่วมทีมกับทางสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซานเชซ มีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.31 ประตูต่อเกม โดยสร้างโอกาสยิงไปทั้งสิ้น 1.3 ครั้งต่อเกม จ่ายลูกสำคัญเฉลี่ย 1.7 ครั้งต่อเกม และสามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 2.2 ครั้งต่อเกม

โดย อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีม อาร์เซนอล ที่รู้จักทุกแง่มุมถึงข้อดีข้อด้อยของนักเตะรายนี้เป็นอย่างดี ได้ให้ความเห็นกับทางสื่ออังกฤษถึงเหตุผลที่เจ้าตัวไม่สามารถโชว์ศักยภาพของตัวเองได้อย่างแท้จริง จนทำให้ประสบปัญหาฟอร์มตกอย่างหนักในช่วงหลังว่า “ผมคิดว่า อเล็กซิส ได้สูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของเขาที่จะทำให้เขาโชว์ศักยภาพออกมาได้เต็มที่คือ การนำความเชื่อมั่นที่เขามีต่อตัวเอง มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อใช้ในการดวลกับนักเตะฝ่ายตรงข้าม”

เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหมดที่ทาง ซานเชซ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ อาจไม่ใช่ปัจจัยภายนอก แต่อาจจะเป็นปัญหาภายในสภาพจิตใจ เนื่องจากในอดีตที่เจ้าตัวเคยได้รับการยกย่องจากบรรดาแฟนบอลทีมเก่าอย่าง อาร์เซนอล ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับบรรดาแฟนบอลของทาง ยูไนเต็ด ที่ยังไม่ยอมรับความสามารถในตัวนักเตะ ดังนั้นหากมองในอีกมุม ถ้า
อเล็กซิส ซานเชซ ต้องการเรียกความมั่นใจกลับมา อาจจำเป็นต้องปล่อยวางอดีตไว้เบื้องหลัง และหันกลับมาสู้อีกครั้งในฐานะนักเตะธรรมดาคนหนึ่ง และแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้เหล่าแฟนบอลได้เห็นว่า เขานี่แหละ คือนักเตะที่เหมาะสมกับค่าเหนื่อยอันดับหนึ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง

จตุรเทพปราการหลังแห่งฤดูกาล 2018/2019

“ศักยภาพในเกมรุกของทีมจะเป็นจุดชี้วัดชัยชนะ แต่ศักยภาพในเกมรับจะส่งผลให้คุณเป็นแชมป์” นี่คือคำกล่าวของบรมกุนซือผู้สร้างตำนานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้แก่สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในตำแหน่งปราการหลังของทีม ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญในการนำพาทีมฟุตบอลทีมหนึ่งประสบความสำเร็จในโลกของฟุตบอล

และในเวลานี้ การแข่งขันฤดูกาล 2018/2019 ได้ดำเนินมาจนใกล้จะถึงปลายทางแล้ว แต่ละสโมสรต่างกำอาวุธที่มีห้ำหั่นใส่กันอย่างดุเดือด แน่นอนว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือเหล่าบรรดากองหลังที่จะคอยปกป้องไม่ให้ประตูที่ทีมสามารถทำได้ กลายเป็นไร้ความหมายเมื่อโดนทะลวงป้อมปราการเข้ามาทำประตูพลิกแซงไปคว้าชัยชนะในภายหลัง

แล้วมีนักเตะตำแหน่งกองหลังรายใดบาง ที่ทำผลงานอย่างโดดเด่นที่สุดในฤดูกาลนี้

อายเมริค ลาปอร์เต้ปราการหลังชาวฝรั่งเศสของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นหนึ่งในกองหลังตัวหลักภายใต้การนำทัพของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยตลอดการลงเล่นในฤดูกาล 2018/2019 ลาปอร์เต้ ถือเป็นหนึ่งในกองหลังรูปแบบสมัยใหม่ ที่นอกจากจะต้องมีการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นแล้วนั้น ยังต้องมีการวางบอลทำเกมจากแนวหลังได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีสถิติการผ่านบอลสำเร็จอยู่ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นการผ่านบอลเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 85.6 ครั้ง ผ่านบอลยาวเฉลี่ย 5 ครั้งต่อเกม และเคลียร์บอลอันตรายเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 2.6 ครั้ง

จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังวัยเก๋าสายพันธุ์ดุของสโมสร ยูเวนตุส ที่ถึงแม้จะอยู่ในวัยที่ล่วงเลยถึง 34 ปี แล้ว แต่ด้วยฝีมือและประสบการณ์ทำให้ยังยึดตำแหน่งแผงหลังตัวหลัก และสร้างผลงานให้กับสโมสรได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากเดิม ด้วยผลงานการยืนคุมตำแหน่งและความนิ่งที่สร้างความมั่นคงในแดนหลังให้กับทีม พร้อมสถิติการเคลียร์บอลอันตรายหน้ากรอบเขตโทษเฉลี่ยถึง 3.4 ครั้งต่อเกม และชนะการดวลกลางอากาศเฉลี่ยต่อเกม 2.2 ครั้ง ทำให้ยังคงยึดตำแหน่งกองหลังอันดับต้น ๆ ของโลกได้เรื่อยมา

คาลิดู คูลิบาลี่ปราการหลังร่างยักษ์แห่งทัพนาโปลี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพาสโมสรท้าทายขั้วอำนาจใหญ่ในปัจจุบันของสโมสรในอิตาลีอย่าง ยูเวนตุส ด้วยความเร็วและการยืนปักหลักในแดนหลังอย่างมั่นคง บวกกับสถิติการเข้าสกัดสำเร็จเฉลี่ยถึง
 2 ครั้งต่อเกม แย่งบอลจากคู่แข่งสำเร็จ 1.2 ครั้งต่อเกม บล็อกลูกยิงคู่แข่งเฉลี่ย 1 ครั้งต่อเกม และมีสถิติการชนะการดวลลูกกลางอากาศเฉลี่ยต่อเกมสูงถึง 2.4 ครั้ง ทำให้ คาลิดู คูลิบาลี่ เป็นหนึ่งในกองหลังอันดับต้น ๆ ของโลก และได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป และหนึ่งในนั้นคือสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สุดท้ายคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ สุดยอดปราการหลังของสโมสร ลิเวอร์พูล ที่ได้รับคำชื่นชมมากมายจากเหล่าผู้จัดการทีม นักวิเคราะห์ และอดีตนักเตะชั้นนำทั่วโลก ด้วยความดุดันและครบเครื่องมากที่สุดเท่าที่นักเตะกองหลังควรจะมี ทำให้จากสถิติการลงเล่นตลอดฤดูกาล 2018/2019 ฟานไดค์มีสถิติการเคลียร์บอลอันตรายหน้ากรอบเขตโทษสูงถึง 5.3 ครั้งต่อเกม ชนะดวลกลางอากาศ 4.7 ครั้งต่อเกม จ่ายบอลยาวเฉลี่ยต่อเกม 5.7 ครั้ง และผ่านบอลสำเร็จคิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 89.6 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าตัวจะได้รับการขนานนามจากเหล่านักวิจารณ์และแฟนบอลจำนวนมากว่าเป็น ว่าที่กองหลังอันดับหนึ่งของโลก ในปัจจุบัน

เมื่อมหากาพย์ อาซาร์ มาดริด กลับมาอีกครั้ง

ภายหลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ทางสโมสร เรอัล มาดริด ประกาศการแต่งตั้ง ซีเนดีน ซีดาน กลับมานำทัพเหล่านักเตะราชัน ชุดขาว อีกครั้ง เริ่มมีกระแสที่สื่อสเปนหลายสำนักต่างรายงานตรงกันถึงเงื่อนไขที่ทาง ซีดาน ตั้งไว้กับฝ่ายบริหารว่า จะต้องเดินหน้าเซ็นสัญญานักเตะที่เขาต้องการอันดับหนึ่งมาโดยตลอดอย่าง เอแด็น อาซาร์ ให้ได้ จนกลายมาเป็นการจุดกระแสให้แฟนบอลพูดถึงข่าวการซื้อขายระหว่าง เรอัล มาดริด ที่ต้องการกระชาก อาซาร์ มาจากอ้อมอกสโมสร เชลซี หลังจากที่เป็นข่าวกันมาเนิ่นนานอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังถูกสุมไฟให้กระแสข่าวมีความร้อนแรงยิ่งขึ้นจากประโยคที่ดาวเตะเชลซีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงคำถามที่ว่า ถ้าให้เลือกระหว่าง โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยียม หรือ ซีดาน คุณอยากได้ใครเป็นผู้จัดการทีมมากกว่ากัน โดย อาซาร์ ได้กล่าวว่า “ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เราไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้ แต่ผมนับถือซีดานเป็นพิเศษ เขาเป็นต้นแบบของผม และทำให้ผมเริ่มหันมาเล่นฟุตบอล”

                โดยทางสื่อสำนักดังของทางสเปน ได้จัดการสำรวจแฟนบอลของ เรอัล มาดริด ว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางสโมสรซื้อใครเข้ามาเป็นรายแรกในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์นี้ ผลปรากฏว่าแฟนบอลสโมสรกว่าครึ่งโหวตให้ เอแด็น อาซาร์ มาเป็นอันดับหนึ่งที่ต้องการได้มาร่วมทัพในช่วงตลาดซื้อขายรอบที่จะถึงนี้ โดยคะแนนออกมาแซงหน้า เนย์มาร์ ดาวเตะชาวบราซิลอย่างขาดลอย

                แล้วเหตุใด ซีเนดีน ซีดาน และเหล่าแฟนบอล เรอัล มาดริด ถึงต้องการตัวนักเตะรายนี้

                จากการรวบรวมสถิติตลอดการลงเล่นให้กับสโมสรเชลซีในฤดูกาล 2018/2019 จะพบว่า เอแด็น อาซาร์ มีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูที่ทางสโมสรทำได้เฉลี่ยสูงถึง 0.9 ประตูต่อเกม สร้างสรรค์โอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมเฉลี่ยต่อเกม 2.6 ครั้ง และมีสถิติการเลี้ยงผ่านคู่แข่งมากถึง 3.2 ครั้งต่อเกม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ดาวเตะชาวเบลเยียมรายนี้เป็นส่วนสำคัญในเกมรุกของทางสโมสร เชลซี อย่างมาก

                ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับเหล่าแนวรุกปัจจุบันที่อยู่กับสโมสร เรอัล มาดริด มาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็น แกเร็ธ เบล หรือ คาริม เบนเซม่า ก็ไม่มีใครที่มีสถิติการมีส่วนร่วมในเกมรุกได้มากเท่ากับ อาซาร์ โดย แกเร็ธ เบล และ คาริม เบนเซม่า นั้น มีสถิติการมีส่วนรวมกับประตูต่อเกมอยู่ที่ 0.5 และ 0.6 ตามลำดับ ขณะที่สถิติด้านการสร้างสรรค์โอกาส มีสถิติต่อเกมอยู่ที่ 0.7 ครั้ง และ 1.5 ครั้งตามลำดับ และสามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งต่อเกมได้เพียง 0.8 และ 1.1 ครั้งตามลำดับเท่านั้น

                ก็ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมผู้จัดการทีมและเหล่าสาวกของสโมสร เรอัล มาดริด ถึงอยากที่จะให้สโมสรคว้าตัว อาซาร์ มาร่วมทีม เพราะภายหลังการสูญเสียสุดยอดผู้เล่นในแนวรุกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปให้กับทาง ยูเวนตุส สโมสรก็ไม่สามารถหาคนที่มาทดแทนประสิทธิภาพในเกมรุกที่ขาดหายไปได้อีกเลย ดังนั้น เอแด็น อาซาร์ จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จะเข้ามานำพาสโมสร กลับไปครองความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

รอยจารึกที่ไม่มีวันสูญสลายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

“เวลาเกิดอะไรขึ้น ผู้คนมักจะพูดว่า ถ้า เฟอร์กูสัน ยังอยู่จะไม่มีทางทำอะไรแบบนั้น หาก เฟอร์กูสัน ยังไม่วางมือจะตัดสินใจอย่างนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุก ๆ สิ่งจะต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาของ เฟอร์กูสัน” นี่คือคำกล่าวของอดีตกองหน้าของสโมสร ที่ปัจจุบันย้ายไปค้าแข้งอยู่ที่ประเทศอเมริกาในศึกเมเจอร์ ลีก อย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

                ถามว่าสิ่งที่ ซลาตัน กล่าวมาเป็นความจริงหรือไม่ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าเป็นความจริง เพราะเหล่าแฟนบอลจำนวนมากของสโมสรรวมถึงอดีตนักเตะระดับตำนาน ต่างมักจะยกวิธีการจัดการหรือการตัดสินใจของ เฟอร์กูสัน เป็นตัววัดความถูกต้องในการตัดสินใจทำอะไรหลาย ๆ อย่างของสโมสรในปัจจุบัน เพราะต้องไม่ลืมว่าช่วงเวลาของความสำเร็จที่ตำนานกุนซือ
อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้สร้างไว้อย่างยาวนั้น ได้จารึกเกิดเป็นจิตวิญญาณของยูไนเต็ดไปแล้ว

                ทีนี้ ถ้าต้องการให้เหล่าแฟนบอล สื่อ หรือนักวิจารณ์ ก้าวข้ามเรื่องนี้ไปจะต้องทำอย่างไร

                อย่างแรกเลยคือ จะต้องมีผู้จัดการทีมที่มาสร้างความสำเร็จให้กับสโมสร และจะต้องอยู่กับสโมสรเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร ดังเช่นที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้นำ ยูไนเต็ด ก้าวข้ามความสำเร็จที่ทางอดีตกุนซือระดับตำนานอย่าง เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ ได้เคยสร้างไว้ให้กับสโมสร

                นอกจากความสำเร็จ และช่วงเวลาที่จะอยู่กับทีมนั้น สิ่งที่ต้องทำอีกอย่างคือ ความสม่ำเสมอ

                ตลอดระยะเวลาที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เข้ามาคุมทีม ถ้าไม่นับช่วงแรก ๆ กับทางสโมสรที่ต้องวางรากฐานให้กับทีมในระยะยาว ยูไนเต็ด เป็นเพียงไม่กี่สโมสรที่สามารถกล่าวได้ว่า มีความสำเร็จที่สม่ำเสมอมากที่สุด โดยแทบไม่มีฤดูกาลไหนเลยที่จะไม่ประสบความสำเร็จ หรือถึงแม้ในฤดูกาลนั้นจะไม่ได้แชมป์ ก็มักจะใช้เวลาปรับแก้ไขทีมเพียงไม่นานในการกลับขึ้นมากวาดสำเร็จอยู่เสมอ

ลีกคัพ 4 สมัย เอฟเอคัพ 5 สมัย แชมป์ระดับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2 สมัย และแชมป์ลีกในประเทศ 13 สมัย คือสิ่งที่การันตีการนำพาสโมสรประสบความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยรวมการคว้าแชมป์ไปทั้งสิ้น 24 รายการตลอดการคุมทีม 26 ปี และได้พาสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเป็นสโมสรชั้นนำของยุโรป

จากเงื่อนไขที่ว่ามา แค่เพียงเงื่อนไขแรกที่จะต้องพาทีมพุ่งชนความสำเร็จ และอยู่กับทีมในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรก็ยากแล้ว เพราะในยุคทุนนิยมแบบนี้ ต่อให้คุณพาทีมคว้าแชมป์ลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ ก็ยังไม่สามารถ
การันตีเก้าอี้ผู้จัดการทีมว่าจะมั่นคงแค่ไหน อย่างที่ได้พบเห็นมาแล้วกับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือผู้สร้างตำนานให้กับสโมสร
 เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ภายหลังพาสโมสรคว้าแชมป์ลีกที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้ กลับเกิดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดยิ่งกว่า เมื่อโดนปลดจากการเป็นผู้จัดการทีมในฤดูกาลต่อมาจากผลงานที่ย่ำแย่

ดังนั้นก็ต้องหันกลับมามองตามความเป็นจริงว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมาลบรอยจารึกแห่งความสำเร็จที่
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ประทับไว้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหวังได้แต่เพียงว่า สักวันหนึ่งจะมีคนที่ก้าวเข้ามาเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้เหล่าแฟนบอลได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ชายผู้ปลุกจิตวิญญาณยูไนเต็ด

นับตั้งแต่ที่ทางสโมสรปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ประกาศปลด โชเซ่ มูรินโญ่ และประกาศแต่งตั้ง
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตตำนานกองหน้าของสโมสร เข้ามารับตำแหน่งการเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว บรรยากาศในสโมสรก็ได้แปรเปลี่ยนไป ผลงานดีขึ้นผิดหูผิดตา สไตล์การเล่น ความมุ่งมั่นทุ่มเท ล้วนแล้วแต่ทำให้เหล่าแฟนบอลตื่นตาตื่นใจ และมองว่า นี่คือการกลับมาของ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง

                จากบทสัมภาษณ์อันหลากหลาย ที่สื่อต่างตั้งคำถามกับทางนักเตะของสโมสรว่า โซลชา ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในสโมสร เหล่านักเตะต่างตอบไปในทำนองเดียวกันว่า โซลชา รู้ความหมายของสโมรสรแห่งนี้เป็นอย่างดี และเขาต้องการถ่ายทอดให้เหล่านักเตะได้เข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้ สิ่งแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้บอกกับพวกเขาในวินาทีที่เข้ามาคุมทีม คือ “พวกคุณต้องแสดงให้เหล่าแฟนบอลเห็นว่า เราคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ”

                ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายดาวรุ่งของทีมได้กล่าวว่า “ผู้จัดการรู้ว่าจะเค้นความสามารถของเหล่านักเตะในทีมออกมาอย่างไร หากใครที่มีปัญหา หรือไม่สามารถเล่นได้ในระดับที่วางไว้ นักเตะสามารถที่จะเดินเข้าไปหาเขาได้ทันที เพื่อที่จะขอคำปรึกษา และหาข้อแก้ไขจุดบกพร่องอย่างตรงไปตรงมา”

                นอกจากการปรับแก้ไขปัญหาผลงานในสนามหรือภายในห้องแต่งตัวแล้ว อิทธิพลจากการที่ทางสโมสรแต่งตั้ง
โซลชา เข้ามารับตำแหน่ง ได้สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับภายในสโมสร โดย มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“นับตั้งแต่ที่ โอเล่ ได้เข้ามา เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างภายในสโมสรมากมาย ไม่ใช่แค่เหล่าพวกเรานักเตะเท่านั้น แม้กระทั่งพนักงานออฟฟิศที่อยู่กับพวกเรามาหลายปียังรู้สึกเลยว่า สโมสรมีบรรยากาศที่ดีขึ้น ผู้จัดการทีมได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเรา ว่าพวกเรายังสามารถพัฒนาศักยภาพไปได้อีกมาก และมันได้สร้างความมั่นใจให้กับพวกเราได้มากจริง ๆ ”

                ด้วยสไตล์การเล่นที่กลับไปเน้นเกมบุกสวนกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมั่นใจในศักยภาพของดาวรุ่งสโมสร อีกทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อ ที่มักจะให้สัมภาษณ์ในเชิงบวกแล้วเก็บปัญหาที่มีไว้จัดการกันเองภายใน และปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้ให้แก่เหล่านักเตะ ทำให้บรรดาเหล่าตำนานรุ่นพี่ที่เคยสังกัดกับทางสโมสร ต่างยกย่องเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ โซลชา ทำ คือการนำเอาวิธีการบริหารทีมของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาปรับใช้ และปลุกจิตวิญญาณความเป็น ยูไนเต็ด กลับขึ้นมาอีกครั้ง

                เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่า ทำไม สื่อ นักวิจารณ์ และแฟนบอล ถึงมองว่า นับตั้งแต่ปี 2013 ที่ตำนานกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้วางมือไป นี่คือ ยูไนเต็ด ที่มีสไตล์การเล่น และบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับเมื่อครั้งอดีตมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่ทำไม เหล่าแฟนบอลของสโมสรปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างลงความเห็นว่าอยากให้
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างถาวรต่อไปในระยะยาว

เหล่าผู้กุมชะตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นรายการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับสโมสร แต่ละทีมต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าแชมป์มาครองให้ได้ในท้ายที่สุด โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า เหล่านักเตะคนสำคัญของแต่ละทีมนั้น อาจเป็นจุดสำคัญต่อการชี้วัดถึงผลการแข่งขัน ที่จะพาทีมผ่านเข้าไปสู่รอบต่อไป

                แฮร์รี่ เคน หัวหอกตัวเก่งของทางสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีความสามารถเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยมีส่วนรวมในการทำประตูให้สโมสรเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 0.84 ประตู ถือเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญที่ทางสโมสรขาดไม่ได้ในเวลานี้

                เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังซึ่งถือเป็นแกนหลักที่พาสโมสร ลิเวอร์พูล ถือครองสถิติการเสียประตูน้อยที่สุด และมีสถิติการพาทีมเก็บคลีนชีตได้มากที่สุดในลีกอังกฤษ นอกเหนือจากนี้ ยังเป็นตัวเต็งที่ทางสื่อ นักวิจารณ์ รวมถึงแฟนบอลมองว่า มีสิทธิ์ที่จะได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของสมาคมฟุตบอลอังกฤษประจำฤดูกาล 2018/2019

                คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สุดยอดนักเตะที่การันตีความสามารถด้วยรางวัล บัลลง ดอร์ 5 สมัย ที่หลังพาสโมสร
เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปครองสามสมัยซ้อน ได้ย้ายทีมไปอยู่กับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี อย่าง
ยูเวนตุส และถึงแม้อายุจะเข้าสู่วัย 34 ปีแล้ว แต่ความร้อนแรงก็ไม่ได้ลดลงเลย โดยมีส่วนร่วมกับประตูของทางสโมสร
สูงถึง 1.1 ประตูต่อเกม

                ฮาคิม ซีเยค ดาวเตะของทางสโมสร อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมรุกให้กับสโมสร และมีส่วนอย่างมากในการพาทีมพลิกชนะ เรอัล มาดริด ผ่านเข้ารอบมาได้ โดยมีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูเฉลี่ยถึง 1.1 ประตูต่อเกม และจ่ายลูกสร้างสรรค์โอกาสโดยเฉลี่ยต่อเกมสูงถึง 3.8 ครั้ง

                ปอล ป็อกบา กองกลางคนสำคัญที่ของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ภายหลังการแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของยุโรป โดยถึงแม้จะเล่นเป็นกองกลาง แต่กลับมีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูสูงถึง 0.7 ประตูต่อเกม

                ลิโอเนล เมสซี่ ดาวยิงพรสวรรค์ระดับต่างดาว ที่การันตีความสามารถด้วยรางวัล บัลลง ดอร์ 5 สมัย และถือหนึ่งใน
นักเตะที่ฟอร์มร้อนแรงมากที่สุดในฤดูกาล โดยในฤดูกาลนี้ เมสซี่ มีสถิติในการมีส่วนร่วมกับประตูที่ทางสโมสร บาร์เซโลน่า ทำได้สูงถึง 1.57 ประตูต่อเกม เลี้ยงผ่านคู่แข่งเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 3.8 ครั้ง และสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนสูงถึง 3.1 ครั้งต่อเกม

                เซร์คิโอ อเกวโร่ สุดยอดหัวหอกของทางสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผู้กวาดความสำเร็จมาแล้วมากมายให้กับสโมสร และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทาง ซิตี้ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก โดยฤดูกาลนี้มีส่วนร่วมกับประตูที่สโมสรทำได้เฉลี่ย 1 ประตูต่อเกมเลยทีเดียว

                เอแดร์ มิลิเตา ปราการหลังวัย 21 ปีของสโมสร ปอร์โต้ ที่ปัจจุบันทางสโมสร เรอัล มาดริด ได้เซ็นสัญญาล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อย โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การเคลียร์บอลอันตรายสูงถึง 3.1 ครั้งต่อเกม แย่งบอลจากคู่แข่ง 2.3 ครั้งต่อเกม และดวลชนะลูกกลางอากาศต่อเกมเฉลี่ยสูงถึง 4 ครั้งต่อเกม เรียกได้ว่า นี่คือหนึ่งในกองหลังดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดรายหนึ่งของวงการฟุตบอล

                ไม่รู้ว่าผลสุดท้าย ทีมไหนจะคว้าชัยชนะและได้ผ่านเข้าไปสู่รอบต่อไป พร้อมทั้งคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด แต่เชื่อได้เลยว่า เหล่านักเตะที่ได้กล่าวมานี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งผลต่อเกมการแข่งขันศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งนี้อย่างแน่นอน

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ผลงานแย่จริงหรอ ?

จากผลงานในฤดูกาล 2017/2018 เรียกได้ว่าโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ดาวยิงชาวอียิปต์เป็นส่วนสำคัญของทัพสโมสรหงส์แดง ลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง โดยในฤดูกาล 2017/2018 ถือว่าเป็นหนึ่งในแนวรุกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก การันตีผลงานจากการเล่นจู่โจมและสวนกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยิงประตูให้สโมสรอย่างถล่มทลายจนคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของยุโรปมาครอง

                ด้วยแผนการเล่นที่ผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้เข้ามาปลี่ยนแปลงสโมสร ลิเวอร์พูล ให้เน้นเกมรุก เข้า
เพรสซิ่งดุดัน และเข้าจู่โจมสวนกลับอย่างรวดเร็วด้วยปีกทั้งสองข้างมากขึ้น ทำให้ปีกที่มีความเร็วอยู่แล้วอย่าง
โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ สามารถรีดเร้นศักยภาพออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ จนทำให้บรรดากองหลังฝ่ายตรงข้ามต้องผวาทุกครั้งเมื่อลูกบอลถูกส่งมาที่เขา

                ต่อมาเมื่อฤดูกาล 2018/2019 ได้เปิดฉากขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของแฟน ๆ ว่า ดาวเตะชาวอียิปต์รายนี้ จะยังคงประสิทธิภาพในการผลิตประตูให้กับสโมสรได้เหมือนดั่งที่ผ่านมา แต่พอเวลาล่วงเลยไป กลับพบว่าสิ่งที่คาดหวังเริ่มสวนทางกับความเป็นจริง เมื่อผลงานด้อยลงจนทำให้สื่อหลาย ๆ สำนักรวมถึงเหล่าแฟนบอลตั้งคำถามว่า แล้วโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่เคยเป็นเครื่องจักรถล่มประตูหายไปไหน

                จากสถิติของฤดูกาลนี้ เมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว ต้องยอมรับว่าจำนวนการมีส่วนร่วมกับประตูที่ทำได้ของสโมสร ลดลงไปอย่างน่าใจหาย เมื่อในฤดูกาล 2017/2018 ซาล่าห์ มีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูของสโมสรทั้งสิ้น 1.2 ประตูต่อเกม เมื่อเทียบกับในฤดูกาลนี้พบว่า สถิติในการมีส่วนร่วมกับประตูลดลงเหลือเพียง 0.6 ประตู ต่อเกมเท่านั้น

                แต่ถ้าเรามองในอีกมุม เจาะลึกถึงข้อมูลทางสถิติลงไปมากกว่านั้น ในฤดูกาลที่แล้ว ซาล่าห์ มีสถิติในการจ่ายลูกสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.7 ครั้ง เลี้ยงผ่านคู่แข่ง 2.2 ครั้ง และมีโอกาสยิง 4 ครั้งต่อเกม เมื่อนำมาเทียบกับในฤดูกาลนี้จะพบว่า
โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ มีสถิติในการจ่ายลูกสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.8 ครั้ง เลี้ยงผ่านคู่แข่ง 2.1 ครั้ง และมีโอกาสยิง 3.5 ครั้งต่อเกม ซึ่งก็ถือได้ว่าในแง่ศักยภาพการเล่นก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม แล้วอะไรที่ทำให้ประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมกับประตูของเจ้าตัวลดลง

                คำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับเรื่องนี้ คือ เพราะทีมคู่ต่อสู้เริ่มเกิดความชิน

                ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่บรรดาผู้เล่นที่ฟอร์มร้อนแรงกับสโมสรในฤดูกาลแรก กลับฟอร์มตกลงไปอย่างใจหายในฤดูกาลต่อมา เพราะเมื่อบรรดาทีมฝ่ายตรงข้ามเริ่มเกิดความคุ้นชิน บวกกับมีเวลาได้แก้ไข เตรียมตัวที่จะมารับมือมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อความยากลำบากมากขึ้นในการเล่น ดังจะเห็นได้จากบรรดาผู้เล่นในอดีตมากมายที่เคยเผชิญกับปัญหานี้กันมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ดีเอโก้ คอสต้า อดีตศูนย์หน้า เชลซี ที่ในฤดูกาลแรกจัดการซัดไปถึง 20 ประตู จากการลงเป็นตัวจริง 24 เกม แต่ในฤดูกาลต่อมากลับยิงประตูได้เพียง 12 ประตู จากการลงเป็นตัวจริง 27 เกม เท่านั้น

                จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าทาง ซาล่าห์ ไม่ได้มีศักยภาพในการเป็นนักเตะที่แย่ลง หรือฝีเท้าที่ผ่านมาไม่ใช่ของจริงแต่อย่างใด ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลให้แฟนบอลได้เห็นกันแทบทุกปี และถ้าว่ากันตามจริง หากผลงานการทำประตูที่ติดอันดับต้น ๆ ของลีกในเวลานี้ยังไม่ดีพอ คงต้องย้อนกลับมาถามว่า แล้วในปัจจุบัน จะมีนักเตะซักกี่รายที่มีความสามารถเหนือกว่าชายคนนี้ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์