Author Archives: James H. Tomaszewski

ไปไหนดีชิรูด์ เมื่อการนั่งสำรองที่เชลซี อาจมีผลกระทบต่อตำแหน่งในทีมชาติ

ดูเหมือนว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้วสำหรับกองหน้ารูปหล่อสัญชาติฝรั่งเศส อย่างโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ของสโมสรสิงโตน้ำเงินครามเชลซี ที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของเขาในสโมสรมันจะส่งผลกระทบโดยตรงไปถึงตำแหน่งในทีมชาติฝรั่งเศสเสียแล้ว เมื่อเขากลายมาเป็นตัวสำรองที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในฤดูกาลนี้รอคอยโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรอง ของทีมชุดเลือดใหม่ของแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่มีผู้เล่นพลังหนุ่มฟอร์มแรงค่าตัวแพงขวางอยู่เต็มไปหมด

นอกจากผู้เล่นตัวจริงที่เบียดเขามาเป็นเพื่อนสนิทกับม้านั่งในฤดูกาลนี้ จะมีแต่บรรดาเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังและค่าตัวแพงแล้ว ยังเห็นได้ว่าทีมของแลมพาร์ดนั้นกับลังค่อย ๆ ถูกปรับแต่งให้เล่นเข้ากันและทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย มันยิ่งทำให้โอกาสการสอดแทรกลงสนามของกองหน้าจอมเก๋าวัย 34 อย่างเขานั้นยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในลีกนั้นหากหันกลับไปดูตัวเลขการลงสนามของเขา หลังจากที่ผ่านเกมมาแล้ว 9 นัดเขามีเวลาได้สัมผัสผืนหญ้าในสนามแข่งเกินครึ่งชั่วโมงไปแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง และมันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถทำประตูในลีกเลยแม้แต่ลูกเดียว และที่สำคัญมากไปกว่านั้นทางผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศสอย่างดิดิเยร์ เดชองป์ได้ส่งสัญญาณมาถึงเขาแล้วว่ามันอาจจะไม่ดีพอที่จะทำให้เขาได้ไปลุยศึก ยูโร 2020 อีกด้วย

ดังนั้นถ้าหากเขาหวังจะไปยูโรกับทัพตราไก่ ทางเดียวที่จะเป็นไปได้ก็คือเขาจะต้องย้ายไปหาตำแหน่งตัวจริงกับทีมอื่น แทนที่จะนั่งดูน้อง ๆ เล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์นั่นเอง และตัวเขาเองก็รู้ดีว่าสิ่งไหนที่สำคัญกว่าระหว่างการแขวนสตั๊ดกับทีมใหญ่อย่างเชลซี กับการออกไปยู่กับทีมเล็กแล้วไปลุยยูโรกับทีมชาติ เพราะด้วยความที่เจ้าตัวนั้นมีอายุถึง 34 ปีแล้ว โอกาสการไปลุยศึกใหญ่กับทีมบ้านเกิดหนนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในชีวิตนักฟุตบอลของเขา และเมื่อมองจากผลงานในทีมชาติของชิรูด์เองก็นับว่าเขา ยังคงเป็นกำลังสำคัญในทีมชาติและแท็กติกของเดชองป์ ซึ่งรู้มือรู้ฝีเท้ากันดีอยู่แล้วเพราะเขาเป็นกำลังหลักมาตั้งแต่ชุดแชมป์โลก 2018 นั่นเอง เพราะฉะนั้นขนาดของสโมสรหรือโอกาสลุ้นแชมป์รายการใหญ่อาจไม่จำเป็น เพียงแต่มีโอกาสลงสนามเพื่อรักษาความฟิตและความเฉียบคมเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะอยู่ในแผนการทำทีมของเดชองป์ได้แล้ว

ถึงแม้ว่าโอลิวิเยร์ ชิรูด์จะมีช่วงเวลาที่ดีพอสมควรกับเชลซี แต่ในเวลานี้เขาจำเป็นต้องเลือกแล้วที่จะเป็นผู้ที่ต้องเดินจากไป และเขาก็ได้ร้องขอต่อทางสโมสรแล้วที่จะย้ายออกจากทีมในช่วงปีใหม่นี้ ซึ่งเชื่อว่าทางผู้จัดการทีมอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดก็คงจะเสียดายไม่น้อยเช่นกัน เพราะในยามที่ทีมเจอทางตันความเก๋าของกองหน้าสำรองอย่างชิรูด์ก็มีประโยชน์ต่อทีมมากอยู่ แต่ในกรณีนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะเข้าใจเขาเป็นอย่างดี ดังนั้นมันจึงเหลือเพียงว่าสถานีต่อไปของเขานั้นจะเป็นที่ใดเท่านั้นเอง

คริสเตียน อีริคเซ่น กับชีวิตที่ไม่ลงตัวในสีเสื้องูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน

ในช่วงที่เข้าใกล้การเปิดทำการของตลาดนักเตะเช่นนี้ เราก็มักจะได้ยินข่าวการย้ายทีมของผู้เล่นชื่อดังหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในช่วงนี้ที่เราได้เห็นข่าวดัง ๆ ก็จะเป็นบรรดาผู้เล่นชื่อดังที่กำลังจะหมดสัญญาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในรายของเพลย์เมคเกอร์ชาวเดนมาร์กอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่นนั้น กลับเป็นประเด็นที่มีแววว่าจะมีการย้ายทีมเกิดขึ้นในช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาวนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าเหตุของการย้ายทีมค่อนข้างที่จะแตกต่างออกไป

เพราะในรายของอีริคเซ่นนั้นเหตุผลของการอยากย้ายทีมในครั้งนี้มันมาจากการที่เขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งเหมือนกับสมัยที่สวมชุดไก่เดือยทองได้นั่นเอง และมันทำให้เขาไม่สามารถที่จะการันตีตำแหน่งตัวจริงในทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ได้อีกด้วย ซึ่งมันทำให้เขามักจะถูกจับเป็นตัวสำรองแทบตลอดไม่ว่าคอนเต้จะปรับแผนไปเล่นแบบใด ซึ่งเมื่อดูจากจำนวนนัดที่ลงสนามของเขาในฤดูกาลนี้จากที่ผ่านโปรแกรมในลีกไป 9 นัด เขาได้ลงสัมผัสเกมลีกเพียงแค่ 5 นัดเท่านั้นเอง ซึ่งใน 5 นัดที่ว่าเขาลงเป็น 11 คนแรกเพียงแค่ 3 เกม แถมยังถูกเปลี่ยนออกช่วงกลางครึ่งหลังทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งมันทำให้ตัวเลขผลงานการผลิตประตูทั้งการยิงและการจ่ายของเขาเป็นศูนย์เลยในฤดูกาลนี้

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อหันกลับไปมองสถิติที่ผ่านมา ในสมัยที่เจ้าตัวยังคงค้าแข้งอยู่กับไก่เดือยทองที่ตลอดช่วงเวลาหกปีครึ่งที่นั่น เขาสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นตัวสร้างสรรค์เกมที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกใบนี้ ที่ทำให้ทีมเล่นบอลได้อย่างมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพ และสถิติส่วนตัวของเขาก็อยู่ที่การทำได้ถึง 69 ประตูและจ่ายให้เพื่อนยิงไป 89 เม็ดอีกด้วย ซึ่งมันดูจะไม่สมเหตุสมผลเลยกับการที่เขากำลังรุ่งที่อังกฤษ แต่กลับต้องมานั่งสำรองที่อิตาลีในขณะที่กองหน้าตกอับที่อังกฤษอย่างลูกากูกลับมามายิงได้เป็นกอบเป็นกำอีกครั้งในสถานที่เดียวกัน

ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้มันย่อมไม่เป็นที่พอใจของเขาอย่างแน่นอน มันจึงเกิดเรื่องราวการอยากย้ายทีมของเขาขึ้น ซึ่งทางสโมสรเองก็บอกว่าจะไม่รั้งไว้เสียด้วยหากเจ้าตัวอยากจะไปจริง ๆ ซึ่งข่าวที่ว่าก็ถูกโยงไปยังสองทีมใหญ่จากเกาะอังกฤษอย่างอาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง ที่พร้อมจะดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งมันก็มีส่วนที่จะทำให้เกิดได้ง่ายขึ้นเพราะทางอินเตอร์เองก็เล็งผู้เล่นกองกลางจากทั้งสองทีมนี้อยู่เช่นกัน

ถ้าหากว่าการย้ายทีมกลับสู่เกาะอังกฤษอีกครั้งของเขาเกิดขึ้นจริง แล้วด้วยสภาพแวดล้อมเดิม ฟุตบอลแบบที่เขาคุ้นเคย มันอาจจะทำให้คริสเตียน อีริคเซ่นได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองและกลับมาเป็นผู้เล่นระดับโลกอีกครั้งหนึ่งก็ได้ และมันคงจะดีกว่าการที่นักเตะพรสวรรค์อย่างเขาจะไปนั่งสำรองกับทีมใดทีมหนึ่ง จนความสามารถที่เขามีนั้นมันค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลา ซึ่งแบบนั้นมันคงจะน่าเสียดายอย่างมากเลยทีเดียว

โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย ข่าวการขึ้นยานแม่ของเมมฟิส เดปาย มีความเป็นไปได้มากแค่ไหน

เส้นทางชีวิตของนักเตะผู้ไม่ยอมแพ้อย่างเมมฟิส เดปาย แนวรุกเลือดดัตช์นั้น ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในช่วงที่เข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุด หลังจากที่หลุดพ้นช่วงเวลาในโรงละครแห่งความฝันร้ายของเขาได้เมื่อสามปีที่แล้ว เขาก็สามารถกลับมาเป็นกองหน้าที่มีฝีเท้าร้ายกาจได้อีกครั้งภายในเวลาแค่ไม่นาน ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมาได้นั้นมันมาจากความที่เขาไม่ยอมแพ้นั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เมมฟิสนั้นถือว่าเป็นดาวรุ่งชื่อดังคนหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากทีมดังทั่วยุโรปหลังจากที่เขาสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการเล่นในลีกบ้านเกิดกับทีมอย่าง พีเอสวี ไอน์โฮเฟน ซึ่งฟอร์มของเขาในช่วงนั้นมันร้อนแรงเสียจนหลุยส์ ฟาน กัลป์ กุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ตัดสินใจหนีบเอาเด็กวัย 20 คนนั้นไปลุยศึกใหญ่อย่างฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลเลยทีเดียว และมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพาเด็กดาวรุ่งไปหาประสบการณ์ เพราะเขามีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมชาติของเขาจบทัวร์นาเมนท์ใหญ่ในอันดับที่สามเลยทีเดียว

หลังจากจบรายการใหญ่ที่บราซิลมันก็ยิ่งทำให้ชื่อของเขาโด่งดังขึ้นไปอีก ซึ่งก็เป็นทางฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นทีมที่ได้ตัวเขาไปครอบครอง ด้วยอานิสงส์จากการที่ดึงนายใหญ่ทีมชาติฮอลแลนด์เข้ามาคุมทีมแทนที่เดวิด มอยส์นั่นเอง เขาก้าวเข้าสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยความคาดหวังสูงลิบ นั่นคือการเป็นตัวแทนยอดนักเตะอย่างโรนัลโด้ และเมื่อดูจากสิ่งที่เขาทำทั้งกับพีเอสวีและทีมชาติ มันก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้ไม่ยากเลยทีเดียว

แต่เรื่องราวมันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อนายใหญ่ที่เป็นผู้พาเขามานั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จในการคุมผีแดง ซึ่งมันก็ส่งผลมาสู่ทีมที่ฟอร์มไม่ดี และทำให้ผู้เล่นอย่างเขาพลอยโชว์ฟอร์มไม่ออกตามไปด้วย แล้วเหตุการณ์มันก็ยิ่งเลวร้ายมากเข้าไปอีกเมื่อฟาน กัลป์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งมันจึงทำให้เขาเหมือนโดนลอยแพ และไม่สามารถที่จะทนรับสภาพจนต้องย้ายออกไปหาโอกาสอีกครั้งกับลียง

นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขา เพราะที่ลียงนี้เองที่ทำให้เขากลับมาสู่ฟอร์มอันร้อนแรงอีกครั้ง และเขากลายเป็นผู้เล่นกำลังหลักของลียงนับตั้งแต่ย้ายมาเลยทีเดียว แถมในปัจจุบันเขาก็เป็นผู้ครอบครองปลอกแขนกัปตันทีมในวัยเพียงแค่ 26 ปีอีกด้วย และลีลาการเล่นในสนามก็กลับมาเล่นได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลากเลื้อยและความเร็วที่พร้อมจะฉีกกองหลังคู่แข่งตลอดเวลา การยิงประตูที่เฉียบคม และทีเด็ดจากลูกตั้งเตะทุกรูปแบบอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวรุกที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และวันนี้มันก็ทำให้เขากลับมาเป็นที่สนใจในตลาดอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ทีมที่ให้ความสนใจในตัวเขาก็คือยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา อย่างบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว

อย่างที่รู้ว่าโรนัลด์ คูมันนายใหญ่บาร์ซ่าในตอนนี้นั้นคุมทีมชาติฮอลแลนด์มาก่อน และเมมฟิสเองก็เป็นผู้เล่นคนโปรดของเขาอีกด้วย ดังนั้นเมื่อทีมอาซูลกราน่ากำลังมีปัญหาในเกมรุกมากมาย ทั้งช่วงร่วงโรยของเมสซี่ การบาดเจ็บยาวของฟาติและคูตินโญ่ แถมกรีซมันก็ฟอร์มหายเข้ากลีบเมฆไปอีกด้วย ดังนั้นชื่อที่คูมันหวังจะให้มาช่วยแก้ปัญหาก็คือศิษย์รักอย่างเมมฟิสนี่เอง ดังนั้นเมื่อดูจากปัจจัยต่าง ๆ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทางฝั่งบาร์ซ่าจะเอาจริง

สำหรับเมมฟิสเองหากเขาสามารถย้ายซบทีมใหญ่อย่างบาร์ซ่าได้น่าจะเป็นรางวัลของความไม่ยอมแพ้ของเขาที่ดีที่สุด และมันก็เป็นข้อเสนอที่ยากเกินกว่าจะปฏิเสธแน่นอน เพราะไม่ใช่ว่าโอกาสแบบนี้มันจะมีเข้ามาบ่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะได้ขึ้นยานแม่หรือไม่นั้นก็คือ การที่ทางบาร์ซ่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ลียงยอมปล่อยตัวกัปตันทีมของพวกเขาออกมาเท่านั้นเอง

ดีเอโก้ มาราโดน่า รอยจารึกแห่งตำนานที่จะไม่มีวันลบเลือน

นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับวงการฟุตบอล สำหรับการได้รับข่าวร้ายว่าอดีตนักเตะผู้มีฉายาว่า “เสือเตี้ย” หรือดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะสัญชาติอาร์เจนติน่านั้นได้เสียชีวิตไปอย่างกะทันหันที่บ้านเกิด โดยที่เขามีอายุได้เพียงแค่ 60 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตก็คืออาการหัวใจวายเฉียบพลันนั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นมีข่าวออกมาอยู่เรื่อย ๆ ว่าตำนานกองหน้าผู้นี้มีปัญหาสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันมาจากการที่เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนพลุ้ย รวมไปถึงการใช้สารเสพย์ติดและแอลกอฮอล์หลังจากการเลิกเล่นฟุตบอลไปนั่นเอง ซึ่งความอ้วนของเขานั้นก็ถึงขั้นทำให้ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานมานี้เขาก็พึ่งจะเข้ารับการผ่าตัดลิ่มเลือดในสมองอีกด้วย แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะจากไปในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้

เรื่องราวบนเส้นทางลูกหนังของของดีเอโก้ มาราโดน่านั้นเป็นที่รู้จักของแฟนฟุตบอลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุครุ่งเรืองของเขานั้น กองหน้าร่างเล็กคนนี้มีความเก่งกาจชนิดที่เรียกว่าไร้เทียมทานเลยทีเดียว โดยเขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่างอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ก่อนจะย้ายมาอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ของอาร์เจนติน่าอย่างโบค่า จูเนียร์ส และหลังจากได้แชมป์ลีกภายในประเทศกับโบค่าเมื่อปี 1981 แล้ว เขาก็กลายมาเป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลกมากขึ้นหลังย้ายมาเล่นในลาลีกา สเปน กับยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักที่สเปนเพราะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนถึงขั้นขาหัก ก่อนที่จะเป็นทางนาโปลีที่ยอมทุ่มเงินเป็นสถิติโลกในขณะนั้นเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งมันก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเพราะในเวลาต่อมาเขาสามารถสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของชาวเนเปิ้ลเลยทีเดียว

เพราะที่นาโปลีนั้นมาราโดน่าระเบิดฟอร์มสุดยอดของเขาออกมาได้อีกครั้ง และสามารถทำให้ทีมเล็กอย่างนาโปลีนั้นกลายเป็นทีมที่มีเกมบุกที่น่าตื่นเต้นและสวยงาม ท่ามกลางบอลแบบตีหัวเข้าบ้านอันเป็นสไตล์การเล่นที่น่าเบื่อของสโมสรในอิตาลียุคนั้น และเขาก็ใช้เวลาเพียงแค่สองปีหลังจากย้ายเข้ามาพาทีมเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ รวมเบ็ดเสร็จแล้วที่นาโปลีเขาสามารถพาทีมได้แชมป์ลีก 2 สมัย กับยูฟ่าคัพอีกหนึ่งสมัย ซึ่งถ้าจะถามว่ามันยิ่งใหญ่มากเพียงใดสำหรับชาวเมือง ก็คงอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า มันคือแชมป์ที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน และจำนวนมันก็ยังคงอยู่เท่าเดิมไม่สามารถมีใครทำได้เพิ่มเลยนับตั้งแต่มาราโดน่าทำไว้นั่นเอง

ส่วนเกียรติประวัติในนามทีมชาตินั้นก็ไม่ต้องพูดถึง สำหรับการพาทีมชาติขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่สองในประวัติศาสตร์ได้นั้นมันก็ทำให้เขากลายเป็นพระเจ้าของแฟนบอลฟ้าขาวเรียบร้อยแล้ว และผู้คนยังคงจดจำแชมป์โลกของเขาในครั้งนั้นที่ถูกพูดถึงทั้งในเรื่องของหัตถ์พระเจ้า รวมไปถึงการลากลบผู้เล่นอังกฤษสี่ห้าคนเข้าไปทำประตูอีกด้วย

ชายผู้นี้ถือว่าเป็นตำนานอย่างแท้จริงที่ถึงแม้ว่าผู้เล่นอย่างลีโอเนล เมสซี่ที่เป็นผู้เล่นระดับโลกในยุคนี้และเป็นขวัญใจของชาวอาร์เจนติน่าเหมือนกัน ก็ยังคงไม่สามารถขึ้นไปทาบรัศมีของเขาได้ และถึงแม้ว่าโลกแห่งฟุตบอลจะสูญเสียเขาไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่โลกแห่งฟุตบอลจะยังคงจารึกชื่อของเขาในฐานะตำนานตลอดไป

จับตาดูเฮอร์ริเคน เมื่อถึงเวลาที่ลมพายุจะเปลี่ยนทิศทาง

ถ้าจะถามหาผู้เล่นกองหน้าอันดับหนึ่ง แห่งเกาะอังกฤษช่วงเวลานี้ คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากแฮร์รี่ เคน ศูนย์หน้าจอมถล่มประตู จากสโมสรไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮอต สเปอร์ส อย่างแน่นอน เขาแสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้ประจักษ์ถึงฝีเท้าอันยอดเยี่ยม และศักยภาพในการผลิตสกอร์ ทั้งยังเป็นผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีม ในทั้งระดับชาติ และระดับสโมสรอีกด้วย

เขามีผลงานการยิงประตูที่ยอดเยี่ยม ทั้งในทีมชาติ ที่กดไปถึง 32 ลูกจากการเล่นเพียง 45 เกม และผลงานในลีกก็มีสถิติทำประตูเฉลี่ยสูงกว่า 20 ลูกต่อฤดูกาล หลังจากก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม เรียกว่าชื่อของเขาการันตีการผลิตประตูได้สูงเลยทีเดียว เมื่อเขาเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของทั้งทีมชาติ และระดับสโมสร และคว้ารางวัลส่วนตัวมาอย่างมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังไม่สามารถทำได้ คือการคว้าถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือได้เลยแม้แต่ใบเดียว ย้ำว่า ไม่มีเลยซักใบ แม้ว่าเคนจะระเบิดฟอร์มยิงกระจายแค่ไหน ติดทีมยอดเยี่ยม ได้ดาวซัลโว หรืออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย แต่ก็ไม่สามารถพาทีมก้าวไปสู่จุดหมายได้เลย แม้แต่ครั้งเดียว มันจึงอาจเกิดอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจของเขาก็เป็นได้ เพราะมันเหมือนกับว่าองค์ประกอบของทีมอย่างสเปอร์สไม่สามารถพาเขาไปสู่จุดที่หวังได้ จนเกิดบทสัมภาษณ์ที่ว่า เขามีโอกาสที่จะย้ายออกไป เพื่อหาความสำเร็จกับทีมอื่น หากสโมสรไม่สามารถพัฒนา ตัวเองขึ้นไปสู่ความสำเร็จได้ ถึงแม้ว่าจะรักสเปอร์สมากแค่ไหนก็ตาม นั่นจึงทำเกิดกระแสการย้ายทีมของเขาตามมาทันที ลองมาดูกันว่า ทิศทางของทีมใดที่อาจจะเป็นไปได้ หากเกิดการย้ายทีมขึ้นจริง ๆ

แน่นอนว่าผู้เล่นระดับนี้ ย่อมมีสโมสรใหญ่มากมาย ต่างจ้องมองกันแบบตาไม่กระพริบเลยทีเดียว โดยเราลองมาดูดูสโมสรที่เป็นข่าวกับเขามากที่สุดกันเลยดีกว่า

  • เรอัล มาดริด หลังการจากไปของโรนัลโด้ ทำให้ตอนนี้ดาวยิงที่ทีมราชันพอฝากความหวังได้ ก็มีแค่เบนเซม่าเพียงคนเดียว แถมอายุก็ปาเข้าไป 32 แล้วมาดริดก็คงต้องรีบหาตัวแทนในระยะยาว และแน่นอนว่าศักยภาพของเคน ดีพอที่จะฝากความหวังได้ และแน่นอนว่าที่มาดริดจะมีโอกาสได้ลุ้นแชมป์ในทุก ๆ ปีอย่างไม่ต้องสงสัย พร้อมทั้งมีกำลังสนับสนุน จากผู้เล่นระดับโลกมากมาย
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่รู้กันดีว่า ทีมผีแดงกำลังสร้างทีมเพื่อจะกลับไปสู่จุดสูงสุดของพวกเขาอีกครั้ง และการได้แฮร์รี่ เคนมาร่วมทีม จะเพิ่มศักยภาพเกมรุกได้อีกมาก แต่ถ้าจะมองถึงโอกาสคว้าแชมป์ เชื่อว่าเคนคงต้องรออีกหน่อย แต่ก็พอจะมีความหวังอยู่บ้างแหละ แถมเขาจะเป็นกำลังหลักในแนวรุกอีกด้วย
  • ปารีส แซงต์แชร์กแมง ความร่วงโรยของคาวานี ทำให้ปารีสต้องการต้องการตัวแทนในระดับที่ทัดเทียมกัน และเคนก็มีคุณภาพเพียงพอที่จะทดแทนได้ แถมปารีสก็มีทุนมากพอจะที่จะกระชากตัวเขาไปร่วมทีมได้ไม่ยาก แถมที่นี่สามารถการันตีแชมป์ลีกให้เคนได้ พร้อมทั้งการลุ้นยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกในทุก ๆ ปี กับเพื่อนร่วมทีมระดับโลก

ณ เวลานี้ เขายังอยู่กับสโมสรไก่เดือยทอง ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็สามารถจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และโอกาสประสบความสำเร็จก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะขึ้นชื่อว่ามูรินโญ่แล้ว เครดิตในการการันตีแชมป์ยังเชื่อถือได้ เราต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ว่าทิศทางของลมพายุในครั้งนี้ จะเปลี่ยนทิศไปทางไหน เพราะแค่บทสัมภาษณ์ ยังสั่นสะเทือนโลกฟุตบอลได้ขนาดนี้ หากมีการย้ายทีมขึ้นจริง ๆ มันจะต้องมีแรงสั่นสะเทือนมากกว่านี้ อย่างแน่นอน

ชิโร่ อิมโมบิเล่ เมื่อดาวยิงจอมพเนจรหยุดเดินทาง แต่ไม่หยุดพังประตู

นาทีนี้ดาวยิงที่ฟอร์มกระฉูดระเบิดแตกที่สุดในยุโรป คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชื่อของ ดาวยิงชาวอิตาลี ของทีมอินทรีฟ้าขาวลาซิโอ อย่างชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ระเบิดฟอร์มซัดกระจายไปถึง 27 ประตูจากการลงเล่นไปเพียง 26 นัด ขึ้นนำดาวซัลโวแต่เพียงผู้เดียว ทั้งในระดับกัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี และของยุโรป โดยในระดับประเทศมีโรนัลโด้ตามมาห่าง ๆ ที่ 21 ประตู และในระดับยุโรปมีโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงบาเยิร์นมิวนิคตามอยู่ที่ 23 ประตู

นับว่าเป็นฤดูกาลที่อิมโมบิเล่ ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาอย่างแท้จริง จนตอนนี้เขาพาต้นสังกัดอย่างอินทรีฟ้าขาว ลาซิโอ โบยบินติดลมบน โดยเบียดแย่งแชมป์กับม้าลายยูเวนตุส มีแต้มห่างเพียงแค่ 1 คะแนน นับว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งในระดับทีมและความสำเร็จส่วนตัว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ใช่ว่าเส้นทางของอิมโมบิเล่จะสวยงาม โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนยอดดาวยิงคนหลาย ๆ คน เพราะเส้นทางบนชีวิตลูกหนังของเขา ต้องบอกว่าเป็นมหากาพย์แห่งการเดินทางเลยก็ว่าได้ และมันไม่ใช่การเดินทาง เพื่อชื่นชมความงดงามของสองข้างทางบนโลกลูกหนัง แต่มันคือการเดินทางเพื่อหาจุดยืน ในการพิสูจน์ตัวเอง ว่าเขาคือของจริง และกว่าจะพบจุดที่เหมาะสมกับตัวเอง ก็ปาเข้าไปจนอายุ 26 ปีเลยทีเดียว

เขาเริ่มต้นเส้นทางการค้าแข้งจากการเล่นในระดับเยาวชนของซอเรนโต ก่อนจะย้ายเข้ามาสู่ศูนย์เยาวชนของยูเวนตุส และถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แต่ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักได้ ก่อนจะปล่อยให้เซียน่า และกรอสเซ็ทโตยืมตัว แถมสุดท้ายยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาตัวเองเพื่อไปอยู่กับเปสคาร่า ก่อนจะพาเปสคาร่าเลื่อนชั้นด้วยการยิงสลุตไปถึง 28 ลูก แต่ฤดูกาลต่อในการเล่นลีกสูงสุดกับเจนัว เขากับโชว์ฟอร์มไม่ออก ยิงได้เพียง 5 ลูก มันจึงถึงเวลาย้ายทีมอีกครั้ง พร้อมด้วยคำสบประมาทว่าเขาเป็นเพียงดาวยิงลีกรอง แต่การย้ายครั้งนี้ก็ยังคงเล่นอยู่ในซีเรีย อากับโตริโน่ และเขาก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ด้วยการยิงไป 22 ประตู แต่ถึงแม้จะเล่นได้ดี มันกับเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาย้ายทีมอีกครั้ง เพราะฟอร์มการเล่นของเขามันดันไปเข้าตา ดอร์ทมุนด์ยอดทีมจากเมืองเบียร์ แต่อาจเป็นเพราะการปรับตัวและโอกาสการลงสนาม ทำให้เขายิงได้แบบกระท่อนกระแท่น ไปเพียงแค่ 10 เม็ดจากการลงสนามทุกรายการ 34 เกม จึงถูกปล่อยยืมไปสเปนกับเซบีญ่า และกลับไปโตริโนอีกครั้ง ในฤดูกาลเดียวกัน

สุดท้ายในปี 2016 การเดินพเนจรของเขาก็สิ้นสุดลง เมื่อทัพอินทรีฟ้าขาว มองเห็นศักยภาพในตัวของเขา แล้วดึงมาร่วมทีมในราคาเพียงแค่ 8.75 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมันแสดงให้เห็นแล้วว่า มันเป็นการลงทุนที่ถูกแสนถูก ราวกับได้มาเปล่า ๆ ก็ไม่ปาน เพราะนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เขาตอบแทนความเชื่อมันของลาซิโอ ด้วยการลงสนามรวมทุกรายการไปถึง 167 นัด ยิงไปถึง 116 ประตู พาทีมคว้าโคปา อิตาเลีย 1 สมัย และซูเปอร์โคปา อิตาเลีย 2 สมัย นับว่าคุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป เรียกว่าถ้าจะขายต่อก็ฟันกำไร จะเก็บไว้ใช้ก็มีประโยชน์มหาศาล

เส้นทางการลุ้นสคูเดตโต้ ยังเหลืออีก 12 นัดถ้าอิมโมบิเล่และเพื่อนร่วมทีม ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นแบบนี้ไว้ได้ เชื่อว่าโอกาสคว้าแชมป์ของพวกเขายังเปิดกว้างอย่างแน่นอน ลองจินตนาการว่า หากลาซิโอจบฤดูกาลด้วยด้วยการเป็นแชมป์ลีก และอิมโมบิเล่ครองดาวซัลโวของลีกมาครอง พ่วงด้วยดาวยิงสูงสุดยุโรปอีกหนึ่งรางวัลแล้วละก็ มันจะเป็นการเสริมให้เรื่องราวการเดินทางของ ชิโร่ อิมโมบิเล่ จบได้สวยงามราวกับเทพนิยายแห่งโรมเลยทีเดียว

ดาวรุ่งเนื้อหอมของทีมงูใหญ่ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ

หนึ่งในปัจจัยที่พาให้ฟอร์มของทัพงูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน โดดเด่นเป็นสง่า สามารถเกาะหัวตารางขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับยูเวนตุส และลาซิโอได้อย่างสนุกสูสีในฤดูกาลนี้ ก็คือฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ของเด็กหนุ่มชาวอาร์เจนไตน์ ที่ชื่อว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ คนนี้นี่แหละ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะพัฒนาการเล่นของเขา แบบที่เรียกว่าดีวันดีดีคืนเลยทีเดียว และนอกจากผลดีในการช่วยเรื่องผลงานของทีมแล้ว สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือการที่เขายิ่งเล่นยิ่งดีของเขา มันยิ่งทำให้มีทีมเข้ามารุมจีบกันอย่างไม่ขาดสาย นั่นเท่ากับว่าเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับ ทีมงูใหญ่มากเข้าไปอีกในการเก็บเขาไว้กับทีมต่อไป

เลาตาโร่ ฮาเวียร์ มาร์ติเนซ กองหน้าสัญชาติอาร์เจนติน่า พึ่งจะมีอายุเพียงแค่ 22 ปี และเขาพึ่งจะได้มีโอกาสแสดงฝีเท้าให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้เพียงฤดูกาลที่สองเท่านั้น หลังจากที่ทีมงูใหญ่ไปค้นพบเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ และดึงมาจากราซิ่ง คลับ ในลีกอาร์เจนติน่า โดยที่เขาฝากผลงานไว้กับราซิ่ง คลับไว้ไม่น้อยเลย โดยนับตั้งแต่ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เขาเล่นกับทีม 4 ฤดูกาลด้วยกัน ด้วยยอดการยิงประตูไป 27 เม็ด จากการลงเล่น 60 เกม และอินเตอร์ยอมจ่ายสูงถึง 22.7 ล้านยูโร เพื่อดึงเขามาอยู่กับทีม

ในฤดูกาลแรกบนแผ่นดินอิตาลี ดูเหมือนว่าการปรับตัวของเขากับสโมสรใหม่ จะทำให้ฟอร์มการเล่นของมาร์ติเนซ จะดูเงียบ ๆ ไปบ้างนิดหน่อย และทำได้เพียงแค่ 9 ประตูจาก 35 เกมทุกรายการ ถ้าจะมองในเรื่องของอายุยังน้อยและการปรับตัว ก็นับว่าไม่ได้เสียหายอะไรมาก แต่หากมองจากค่าตัว ก็นับว่าค่อนข้างฝืดไปหน่อย แต่เพียงแค่ฤดูการที่สองของเขากับทีม หลังการมาของผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง อันโตนีโอ คอนเต้ และการเปลี่ยนคู่หูในแดนหน้ามาเป็น โรเมลู ลูกากู มันเหมือนกับว่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวอย่างมาก ที่จะผลักดันให้ฟอร์มของเขาโดดเด่นขึ้นมา จนยอดการทำประตูของเขาขึ้นไปอยู่ที่ 16 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์ ในขณะที่ยังไม่จบฤดูกาล

ส่วนในมุมที่เป็นปัญหาของอินเตอร์ ก็คือความเนื้อหอมของเขานั่นเอง เพราะในขณะนี้บรรดาทีมใหญ่จากทั่วยุโรป ต่างจ้องจะตะครุบตัวมาร์ติเนซไปร่มทีมกันมากมายหลายทีม ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลน่าที่ต้องการเขาไปเป็นตัวแทนของหลุยส์ ซัวเรซที่เริ่มใกล้ปลดระวาง, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ต้องการไปเป็นตัวแทนรุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง กุน อเกวโร่ หรืออีกฝั่งของแมนเชสเตอร์อย่างปีศาจแดง ที่กำลังสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เชื่อว่าตลาดซัมเมอร์เปิดเมื่อไหร่ หัวกระไดของทีมงูใหญ่ไม่แห้งอย่างแน่นอน และคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะรั้งเขาไว้กับทีมไว้ได้

เขามีทุกอย่างที่พร้อมจะพัฒนา ขึ้นไปสู่การเป็นกองหน้าระดับโลกในอนาคต และด้วยวัยเพียง 22 เขายังมีเวลาพัฒนาฝีเท้าตัวเองอีกเยอะ ต่อจากนี้ไม่ว่าเขาจะเลือกเส้นทางไหนต่อไป จะอยู่กับอินเตอร์ หรือย้ายไปไหน หากยังคงรักษามาตรฐาน และไม่หยุดพัฒนาฝีเท้าตัวเองแล้วละก็ อีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็น กองหน้าเวิร์ลด์คลาสอีกคนหนึ่ง ที่ชื่อเลาตาโร่ มาร์ติเนซ อย่างแน่นอน

ถ้าป็อกบาแพงเกินไป หันมาให้โอกาสบัลเบร์เด้ดูก็ได้

เป็นที่รู้กันดีว่า นับตั้งแต่เริ่มเปิดฤดูกาล 2019-2020 เรอัล มาดริด ของกุนซือซีเนอดีน ซีดาน ตกเป็นข่าวตามหน้าสื่ออยู่ตลอด ในการที่อยากจะดึงตัวยอดมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส อย่างปอล ป็อกบา ของปีศาจแดงมาร่วมทีม เพื่อสร้างทีมราชันยุคใหม่ให้กลับมายิ่งใหญ่ดังเดิม และดูเหมือนว่ามันน่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อตัวนักเตะเองก็แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าต้องการย้ายทีม แต่แน่นอนว่าการดึงป็อกบามาร่วมทีมนั้น มันจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน เพราะเจ้าของสัญญาอย่างยูไนเต็ดก็คงไม่ยอมขาดทุนจากค่าตัวที่จ่ายให้ยูเว่แน่ ๆ ไหนจะเงินกินเปล่าของตัวนักเตะ และผู้จัดการส่วนตัวของเขาอีก รวม ๆ แล้วเชื่อว่าทีมราชันคงต้องจ่ายทะลุร้อยล้านปอนด์แน่ ๆ หากเกิดดีลนี้ขึ้นจริง ๆ

แน่นอนว่าเงินจำนวนนั้นทีมอย่างราชันชุดขาวจ่ายได้ หากต้องการจะดึงตัวป็อกบามาร่วมทีมจริง ๆ แต่จนถึงตอนนี้ดีลดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้น อาจด้วยอาการบาดเจ็บของนักเตะเอง การพยายามรั้งตัวของยูไนเต็ด หรือการตกลงผลประโยชน์กับเอเยนต์ไม่ลงตัว หรืออะไรก็ตามแต่ การที่เวลามันถูกยืดให้นานออกไป กลับทำให้ทัพราชันชุดขาวค้นพบเพชรเม็ดงามที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย และการค้นพบผู้เล่นคนนี้ อาจทำให้แผนการดึงตัวป็อกบาอาจต้องพับเก็บไปเลยทีเดียว นั่นเท่ากับว่าป็อกบากับเอเยนต์ของเขาอาจจะต้องกลับลำอยู่กับผีแดงต่อไป หลังออกลูกงอแงขอย้ายทีมมานานหลายเดือน และแผนการสร้างทีมใหม่ของมาดริด ชื่อของคนที่จะมาเป็นศูนย์กลางของทีมใหม่ อาจจะเปลี่ยนจากชื่อของปอล ป็อกบา มาเป็นเฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ แทน

เด็กหนุ่มวัย 21 ปีคนนี้ ทีมราชันชุดขาวได้ทำการดึงตัวมาจากเปนญาร่อล ในลีกอุรุกวัยบ้านเกิดของเขา ตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 18 ปีเท่านั้น แถมยังพึ่งจะลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของเปนญาร่อลไปเพียง แค่ 12 เกม เชื่อว่าเขาจะต้องมีความพิเศษอะไรในตัว จนไปเตะตาแมวมองของราชันเข้าอย่างแน่นอน เรอัล มาดริดส่งเขาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์การลงสนามกับทีมกาสตีลญ่าหนึ่งฤดูกาล ก่อนปล่อยให้เดปอร์ติโว่ ลา คอรุนญ่า ยืมตัวอีกหนึ่งฤดูกาล แล้วเขาก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2018-2019 เพื่อเสริมผู้เล่นในแดนกลางที่กำลังมีปัญหาของทีม

ฤดูกาลนี้เป็นเพียงฤดูกาลที่สองเท่านั้น ของเขากับทีมชุดใหญ่ของเรอัล มาดริด แต่ฝีเท้าของบัลเบร์เด้พัฒนาขึ้นอย่างมาก จนกลายมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในแผงมิดฟิลด์ และเป็นลูกรักคนใหม่ ของซีดานไปแล้ว เขาลงสนามช่วยทีมไปถึง 32 นัดทุกรายการ กับผลงาน 2 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ โดยสไตล์การเล่นของเด็กหนุ่มคนนี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ สตีเวน เจอร์ราด อดีตมิดฟิลด์ระดับตำนานของหงส์แดง ลิเวอร์พูล ด้วยการเล่นที่ทรงพลัง โดดเด่นทั้งในเกมรุกและเกมรับ มีการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยมทั้งสั้นและยาว แถมยังมีเซนส์ฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ปัจจุบันเด็กหนุ่มจากอุรุกวัยคนนี้ ได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่าง ๆ อย่างมาก และก้าวขึ้นมาเป็นที่รักของผู้จัดการทีม และเหล่าแฟนบอลของราชันชุดขาวเป็นที่เรียบร้อย และนี่อาจจะส่งผลกระทบถึง ดีลมูลค่ามหาศาลในการที่จะดึงตัวปอล ป็อกบา มาจากยูไนเต็ดต้องถูกระงับไปก็เป็นได้

เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกค้างคาว ที่กำลังตกเป็นข่าวกับทีมดัง

ชื่อของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่าจากสเปน ยูเวนตุสจากอิตาลี หรือลิเวอร์พูล แมนยู และแมนซิตี้ จากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นชื่อของทีมมหาอำนาจลูกหนัง จากลีกยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรป ที่ไม่ว่าใคร ๆ ที่ชื่นชอบฟุตบอลจะต้องรู้จัก และท่าหากทีมดังเหล่านี้ หันมาจับจ้องผู้เล่นดาวรุ่งคนหนึ่ง พร้อม ๆ กันหมดทุกทีมแล้วละก็ แสดงว่าดาวรุ่งคนนั้นจะต้องมี อะไรไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และดาวรุ่งคนนั้นก็มีชื่อว่า เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกอนาคตไกลจากทีมไอ้ค้างคาว บาเลนเซียนั่นเอง

เฟร์ราน ตอร์เรส การ์เซีย ปีกสัญชาติสเปน เขาเกิดในวันที่ได้ฉลองแค่ 4 ปีครั้ง คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ปี 2000 หรือมีอายุเพียงแค่ 20 ปีพอดิบพอดี เขาก้าวเข้าสู่ศูนย์ฝึกเยาวชนของไอ้ค้างคาวตั้งแต่มีอายุได้เพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะถูกส่งไปหาประสบการณ์กับทีมชุดบีของสโมสร ด้วยวัยเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น ก่อนจะได้สลับขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ในวัย 17 ปี โดยได้รับการบันทึกว่าเป็นการลงสนามในลาลีกา คนแรกที่เกิดหลังปี 2000 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา สองฤดูกาลล่าสุดเขาก็ก้าวขึ้นมา ยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้อย่างมั่นคง จนไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มวัยเพียงแค่ 20 จะสามารถลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ รวมทุกรายการไปแล้วถึง 88 นัด กับผลงาน 9 ประตู 11 แอสซิสต์ ต้องบอกเลยว่า เด็กคนนี้มันมีของ และไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นี้อย่างแน่นอน

สไตล์การเล่นของเฟร์ราน ตอร์เรส เขาเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกที่มีความเร็วสูง มีเทคนิคการเล่นที่แพรวพราว สามารถไปกับบอลได้ดี พร้อมที่จี้เข้าหากองหลังคู่ต่อสู้ และกระชากผ่านทุกคนที่เข้ามาขวาง เขาสามารถเล่นได้ดีทั้งสองเท้า ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบอล หรือการยิงประตู อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งพรสวรรค์สูงที่สุด ที่อคาเดมี่ของบาเลนเซียเคยมีเลยทีเดียว

ด้วยความสามารถที่เขามีในขณะที่อายุยังน้อย มีเวลาให้พัฒนาฝีเท้าได้อีกเยอะ ทำให้บรรดาทีมยักษ์ใหญ่จากทั่วยุโรป ต่างจ้องจะดึงเขาไปร่วมทีม ถึงแม้ว่าทางบาเลนเซีย จะตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 100 ล้านยูโร แต่ด้วยสัญญาที่เขามีกับทีมยังเหลืออยู่เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น จึงเชื่อว่าบาเลนเซีย น่าจะยอมลดราคาลงมาอีกเยอะเลย ดีกว่าที่จะเสียไปฟรี ๆ หลังหมดสัญญา จึงทำให้ทีมที่มารุมจีบต่างก็จับตามองด้วยตาที่เป็นประกาย ไม่ว่าจะเป็นทีมหงส์แดงที่อยากได้ไปช่วยเสริมสามกองหน้าที่มีอยู่ หรือแมน ยูไนเต็ดที่กำลังสร้างทีมใหม่ แมน ซิตี้ที่กำลังหาตัวแทนดาบิด ซิลบา หรือสองยักษ์แห่งสเปนที่แผงเกมรุกเริ่มจะโรยรากันไปแล้วทั้งนั้น ทำให้โอกาสที่จะเกิดการย้ายทีมของตอร์เรส มีสูงมากแทบจะเรียกว่าย้ายแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าจะย้ายไปทีมไหนเท่านั้นเอง

ตอนนี้แฟนบอลของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ ต่างลุ้นให้ทีมที่ตนรักได้ตัวเขาไปร่วมทีม ส่วนแฟน ๆ ของไอ้ค้างคาว บาเลเซียเอง คงได้แต่ภาวนาให้ตัวของ เฟร์ราน ตอร์เรสเอง มีใจรักต่อสโมสร มากเพียงพอที่จะปฏิเสธทั้ง ชื่อเสียง การเงิน และความสำเร็จต่าง ๆ เพื่ออยู่กับทีมต่อไป ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีให้เห็นเลยซะทีเดียว ในโลกของฟุตบอล

อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค กองหน้าผู้ครบเครื่องในเรื่องการทำประตู

ถึงแม้ว่าในฤดูกาลนี้ ฟอร์มการเล่นของนาโปลี จะไม่ได้โดดเด่นซักเท่าไหร่ หากเทียบกับฤดูกาลที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะอันดับในตารางที่ตกไปอยู่ที่ 6 ตามกลุ่มผู้นำอยู่ห่างถึงหลัก 20 คะแนน แต่ไม่ว่าอันดับของพวกเขาจะอยู่ที่อันดับเท่าไหร่ แน่นอนว่าในการเจอกับพวกเขา ก็ไม่มีคู่ต่อสู้ทีมไหนจะเห็นว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ ในการที่จะเก็บแต้มจากพวกเขาแน่ ๆ พวกเขายังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง และรับมือยากอยู่ตลอด โดยเฉพาะในแนวรุกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นศักยภาพสูง พร้อมจะเล่นงานกองหลังคู่ต่อสู้ทุกทีม โดยเฉพาะกองหน้าตัวอันตรายหมายเลข 99 ที่ชื่อว่า อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค

อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค เป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า สัญชาติโปแลนด์ ซึ่งปัจจุบันเขามีอายุ 26 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ว่ากันว่า กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าเลย เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับกอร์นิคทีมในลีกบ้านเกิด ก่อนที่จะเป็นทางห้างขายยา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ดึงไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 2.6 ล้านยูโร แต่ไม่สามารถแจ้งเกิดกับทีมห้างขายยาได้ หลังลงเล่นไป 8 นัดแบบไม่มีประตู จึงถูกปล่อยตัวออกไปให้เอาส์บวร์กยืมตัว แต่ก็ยังสอบไม่ผ่านอยู่ดี เมื่อเขาทำไปเพียงแค่ 2 ลูกจาก 20 นัดซึ่งถือว่าหยุมหยิมมากสำหรับหน้าเป้า หรือเขาอาจจะไม่เหมาะกับบุนเดสลีกา เขาจึงลองออกไปเล่นต่างประเทศด้วยสัญญายืมตัวกับอแจ็กส์ ในฮอลแลนด์ ซึ่งปรากฏว่าเขาทำผลงานได้ค่อนข้างดี สามารถกดไปถึง 23 เม็ดจากการลงสนาม 33 เกม จนอแจ็กส์ยอมควักเงินเซ้งเขาไปใช้งานต่อในปีต่อมา ด้วยค่าตัว 2.8 ล้านยูโร ซึ่งต่อมาภายหลังปรากฏว่ามันเป็นการลงทุน ที่แสนจะคุ้มค่าของทีมดังจากฮอลแลนด์ เมื่อเขาจัดการตอบแทนด้วยการยิงไป 24 เม็ด จาก 42 นัด ทำให้นาโปลีขอซื้อเขาต่อในราคาถึง 35 ล้านยูโร ทำให้อแจ็กส์ฟันกำไรเหนาะ ๆ 32.2 ล้านยูโรหรือคิดเป็น 12.5 เท่าของเงินที่พวกเขาลงทุนไป เลยทีเดียว จนถึงตอนนี้เขาลงสนามให้นาโปลีไปแล้ว 109 นัด ทำไป 46 ประตู และคาดกันว่าหากนาโปลีปล่อยต่อ ก็จะสามารถทำกำไรได้ราว ๆ 30 ล้านยูโรเช่นกัน

สไตล์การเล่นของมิลิคนั้น นับว่าเขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างมาก ที่จะเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า โดยความที่มีร่างกายสูงใหญ่ ถึง 189 เซนติเมตร ทำให้เขาโดดเด่นมากในลูกกลางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการทำประตู หรือการพักบอลต่อให้เพื่อนร่วมทีม แต่ในทางกลับกันเขากับไม่ได้มีความเชื่องช้าตามแบบกองหน้าตัวใหญ่เลย เขามีความเร็วและความคล่องตัวที่ดีมา อีกทั้งการเคลื่อนที่ขณะที่ไม่มีบอลของเขาก็ยอดเยี่ยมมากด้วย และเขาสามารถจบสกอร์ได้ดีด้วยเท้าทั้งสองข้างอีกด้วย แถมในส่วนของเท้าซ้ายข้างถนัดของเขา ยังสามารถเล่นลูกฟรีคิกได้ดีอีกด้วย นับว่าเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องมาก และหากเขาอยู่ในทีมที่ใหญ่กว่านี้ เขาอาจจะพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองได้พอ ๆ กับ เลวานดอฟสกี้ กองหน้ารุ่นพี่ ในทีมชาติของเขาที่ประสบความสำเร็จกับบาเยิร์น มิวนิคเลยก็ได้

เชื่อว่ากองหน้าอย่างอาร์คาดิอุสซ์ มิลิค จะได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน ด้วยความสามารถที่เขามีในขณะนี้ และยังมีอายุการใช้งานได้หลายปีพอสมควร รวมทั้งค่าตัวและค่าเหนื่อยของเขาก็ยังไม่ได้สูงลิบเหมือนกองหน้าชื่อดังรายอื่น ๆ แต่นาโปลีก็คงจะไม่ยอมเสียกองหน้า ที่มีความครบเครื่องขนาดนี้ ของพวกเขา ไปให้ทีมไหนง่าย ๆ เช่นกัน