Author Archives: James H. Tomaszewski

บรูโน่ แฟร์นันเดซ ชายผู้เป็นทุกอย่างให้กับกองทัพปีศาจแดง

สำหรับผลงานของทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงนี้ ที่ดูแล้วผีแดงจะมีฟอร์มที่ผีเข้าผีออกอยู่เป็นประจำ ซึ่งไม่ว่าผลงานจะดีหรือจะแย่นั้น มันขึ้นอยู่กับว่าฟอร์มของนักเตะอย่างบรูโน่ แฟร์นันเดซจะออกมาดีแค่ไหนนั่นเอง เพราะว่าในช่วงนี้เขาจะกลายมาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของทัพปีศาจแดง ชนิดที่เรียกได้เห็นแล้วเหนื่อยแทนเขากันเลยทีเดียว

แรกเริ่มเดิมทีนั้นการมาของบรูโน่นั้นเพื่อเป็นการเพิ่มมิติในการเล่นเกมรุกให้กับทีม และมันก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเขาสามารถในการสร้างสรรค์เกมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อเกมรุกของปีศาจแดงเป็นอย่างดี แต่นอกจากความสามารถส่วนนั้นแล้ว เขายังคงแบกรับภาระหน้าที่เพิ่มเติมเข้าไปอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการไล่ตัดบอล ลงมาล้วงบอลต่ำเพื่อเชื่อมเกมจากรับเป็นรุก สร้างสรรค์เกมตามหน้าที่ เป็นผู้สังหารจุดโทษรวมถึงลูกตั้งเตะต่าง ๆ จากทุกมุมของสนามอีกด้วย

โดยเฉพาะผลงานในลีกของเขานั้น ที่เริ่มต้นฤดูกาลใหม่มาได้ 8 นัดที่ผ่านมาปรากฏว่าเขาลงเล่นให้ทีมครบทั้ง 8 นัดด้วยผลงานการยิงไปถึง 6 ลูก และจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูไปอีก 3 ครั้ง ซึ่งแค่นี้ก็นับว่าดูดีแล้ว แต่หากย้อนกับไปดูที่ตารางคะแนนของทีมแล้วมันแสดงให้เห็นว่าประตูทั้งหมดที่ทีมทำได้มีเพียงแค่ 13 ลูกเท่านั้นเอง และมันทำให้เห็นว่ามันเป็นผลงานของเขาถึง 9 ประตู และมีเพียงแค่ 4 ลูกเท่านั้นเองที่เขาไม่มีส่วนร่วมในการทำประตู และหากลองคิดเล่น ๆ ว่าทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์นั้น ไม่มีชายที่ชื่อว่าบรูโน่ แฟร์นันเดซอยู่ในทีมผลงาน 8 นัดที่ผ่านมาทัพผีแดงจะยิงได้เพียงสี่ประตู และเก็บได้เพียงแค่ 5 คะแนน เกาะกลุ่มอยู่กับบรรดาทีมหนีตกชั้นอย่างแน่นอน

นับว่ายังดีที่ในยามที่ทั้งทีมและผู้จัดการทีมต้องการแต้มเพื่อความอยู่รอดนี้ ทีมยังคงมีผู้เล่นอย่างบรูโน่ที่สามารถแบกทีมให้ไปต่อได้ แต่เมื่อมองจริง ๆ ผู้เล่นในแดนกลางของปีศาจแดงนั้นก็มีผู้เล่นอีกหลายคนที่มีฝีเท้าดี และสามารถแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเขาได้มากกว่านี้ ซึ่งตัวผู้จัดการทีมควรจะหาวิธีใช้งานผู้เล่นเหล่านั้นโดยด่วน ก่อนที่นักเตะผู้แบกยักษ์อย่างเขาจะหมดแรงหรือโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานไปเสียก่อน และให้เขาได้มีโอกาสได้พักบ้าง

เมื่อการแข่งขันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจบลงในแต่ละเกมนั้น ดูเหมือนว่าสภาพการเดินออกจากสนามของบรูโน่นั้นดูเหนื่อยกว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ ซึ่งมันก็คงมาจากการทุ่มเทอย่างหนักในการเล่นของเขา รวมไปถึงการที่ต้องลงเล่นอย่างนักแทบไม่มีเกมได้พักอีกต่างหาก และเชื่อว่าเมื่อแฟนยูไนเต็ดได้เห็นคงจะคิดอยากให้ผู้จัดการทีมให้เขาพักบ้าง ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็มีความอุ่นใจที่เห็นชื่อเขาลงเป็นสิบเอ็ดคนแรกในแต่ละนัด เพราะในขณะนี้สำหรับแฟนผีการไม่เห็นบรูโน่ลงเล่น อาจจะเป็นกังวลมากกว่าการไม่เห็นโซลชาร์อยู่ข้างสนามเสียด้วยซ้ำ

คู่ควรกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เออร์ลิ่ง เบราต์ ฮาแลนด์ กับรางวัลโกลเด้น บอย 2020

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการโหวตผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2020 หรือโกลเด้น บอย 2020ซึ่งผลการโหวตที่ออกมานั้นก็เรียกว่าไม่มีการค้านสายตาชาวโลกแต่ประการใด เพราะเด็กหนุ่มที่ได้รับรางวัลนี้ไปครองก็คือ เออร์ลิ่ง เบราต์ ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าดาวรุ่งสัญชาตินอร์วีเจียนของทีมเสือเหลืองโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกต่างก็ได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว ว่าดาวรุ่งรายนี้มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเพียงใดในรอบขวบปีที่ผ่านมา

การโหวตให้รางวัลแก่ผู้เล่นดาวรุ่งรายการนี้จัดทำขึ้นโดยตุ๊ตโต สปอร์ตสื่อกีฬาชื่อดังของประเทศอิตาลีที่มีการจัดทำขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 โดยการโหวตนั้นจะนำเสียงจากผู้เชี่ยวชาญบนโลกฟุตบอลจากทั่วโลกที่เข้ามาทำการให้คะแนน และคุณสมบัติของนักเตะที่มีสิทธิ์เสนอชื่อได้ก็คือจะต้องเป็นผู้เล่นที่มีอายุไม่เกิน 21 ปี และที่สำคัญผู้เล่นคนนั้นจะต้องเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศในทวีปยุโรปด้วย

ซึ่งผลคะแนนสุดท้ายออกมาว่าอันดับที่หนึ่งได้แก่ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ที่สามารถเอาชนะอันดับที่สองอย่าง อันซู ฟาติ จากค่ายบาร์เซโลน่าได้อย่างท่วมท้นที่คะแนน 302 คะแนน ขณะที่ฟาตินั้นตามมาห่าง ๆ ที่ 239 คะแนน ส่วนอันดับที่สามเป็นของอัลฟอนโซ่ เดวี่ส์ แบ็กซ้ายเสือใต้และอันดับที่สี่เป็นของจาดอน ซานโช่ เพื่อนร่วมทีมของฮาแลนด์นั่นเอง

และเมื่อย้อนกลับไปดูผลงานของเขาในฤดูกาลที่ผ่านมาแล้ว ก็จะต้องบอกเลยว่ามันไม่มีใครที่จะเหมาะสมกับรางวัลในปีนี้ไปมากกว่าเขาอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมีการย้ายทีมในช่วงกลางฤดูกาลแต่ทั้งสองลีกที่เขาลงเล่นรวมกันก็อยู่ในกลุ่มลีกสูงสุดของประเทศจากยุโรปทั้งคู่ คือ เรดบูลล์ ซัลบวร์ก และโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และผลงานในสนามของเขาก็ร้อนแรงต่อเนื่องกับทั้งสองทีม ชนิดที่ว่าเขาแทบไม่ต้องปรับตัวเพื่อเข้ากับทีมใหม่เลยก็ว่าได้ โดยช่วงครึ่งฤดูกาลแรกที่เขาลงเล่นในออสเตรียนั้นเขากดไปทั้งหมด 28 ประตู จากการลงเล่นให้ซัลบวร์กเพียงแค่ 22 นัดเท่านั้นเอง และหลังจากย้ายขึ้นมาในลีกที่ใหญ่กว่าอย่างบุนเดสลีกา เยอรมัน เขาก็ยังร้อนแรงไม่หยุดโดยยิงประตูในสีเสื้อดอร์ทมุนด์ไปถึง 16 ประตู จากการลงสนาม 18 เกมในครึ่งฤดูกาลต่อมา ทำให้รวมเบ็ดเสร็จแล้วเขาระเบิดฟอร์มกระหน่ำไปถึง 44 เม็ดจากการลงสนาม 40 เกมเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อดูจากตัวเลขแล้วอย่าว่าแต่ดาวรุ่งด้วยกันเลยที่เขาจะกินขาด เพราะด้วยตัวเลขขนาดนี้กองหน้าระดับโลกก็นับว่ายากมากเลยทีเดียว

และในปีนี้ก็ดูเหมือนว่าความร้อนแรงของเออร์ลิ่ง ฮาแลนด์นั้นจะไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย แถมยังดูจะโหดขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เพราะหลังจากเริ่มฤดูกาลใหม่มาได้เพียงไม่นานเขาก็จัดไปถึง 17 ประตู กับอีกสามแอสซิสต์แล้วจากการลงสนามไปเพียง 13 เกมรวมทุกรายการ หรือพูดง่าย ๆ คือยังไม่ถึงครึ่งทางของฤดูกาลเลยทีมเสือเหลืองก็ได้ประตูเขาไปถึง 20 ลูกรวมทั้งยิงทั้งจ่ายแล้วนั่นเอง และถ้าเขายังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วละก็รางวัลอย่างดาวรุ่งยอดเยี่ยมที่เขาได้รับนั้น มันก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังดาวรุ่งเมืองน้ำหอม ที่กำลังเนื้อหอมในเวลานี้

เมื่อดูจากสถานการณ์ของโลกฟุตบอลในยุคนิวนอร์มอล ที่ถึงแม้ว่าฟุตบอลรายการใหญ่ต่าง ๆ จะสามารถกลับมาทำการแข่งขันกันได้อีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่บรรดาทีมน้อยใหญ่ต่าง ๆ มักจะประสบพบเจอก็คือปัญหาอาการบาดเจ็บนั่นเอง และดูเหมือนว่าเจ้าอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลายมากกว่าทีมเล็ก ๆ อีกด้วย และสิ่งหนึ่งที่เป็นผลจากการมีผู้เล่นบาดเจ็บนั้นก็คือ มันยิ่งดูจะเป็นการยากมากขึ้นไปอีกสำหรับอาร์บี ไลป์ซิกที่จะรั้งกองหลังเนื้อหอมอย่าง ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ไว้กับทีมต่อไป

เมื่อช่วงตลาดนักเตะหน้าร้อนที่ผ่านมาชื่อของดาโยต์ อูปาเมกาโน่นั้น ตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปมากมายหลายทีม โดยเฉพาะกับทีมจากทางฟากฝั่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ซิตี้, สเปอร์ส และอาร์เซน่อล แต่ก็ยังไม่มีทีมใดที่จะชิงลงมือตัดหน้าคู่แข็งคว้าตัวเขามาร่วมทีมแต่อย่างใด ซึ่งเหตุผลหนึ่งก็คือการที่รอคอยให้สัญญาของกองหลังเลือดน้ำหอมรายนี้ใกล้ที่จะหมดลงน่าจะทำให้ค่าตัวที่ต้องจ่ายน้อยลงไปอีกมากนั่นเอง

แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งดูเหมือนว่ามีหลายทีมที่ไม่สามารถจะรอต่อไปได้อีกแล้ว โดยเฉพาะทีมที่ได้รับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในแนวรับอย่างลิเวอร์พูลที่มีรายชื่อนักเตะเจ็บยาวเป็นหางว่าว โดยเฉพาะการพักยาวของสองกองหลังคนสำคัญอย่างเฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ และโจ โกเมซ ซึ่งทำให้เจอร์เกน คล็อปจะต้องรีบอุดช่องว่างดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และอูปาเมกาโน่ก็น่าจะอยู่ในรายชื่ออันดับแรก ๆ ในใจของกุนซือหงส์แดงเช่นกัน

นอกจากหงส์แดงแล้ว อีกทีมหนึ่งที่ต้องรีบแก้ปัญหาหลังบ้านเช่นกันก็คือ เจ้าบุญทุ่มแห่งสเปน หรือบาร์เซโลน่านั่นเอง ที่พวกเขาพึ่งจะเสียกองหลังคนสำคัญอย่างเคราร์ด ปีเก้ที่ต้องพักยาวตามซามูเอล อุมติตี้ กองหลังตัวเก่งที่เจ็บไปก่อนแล้ว ซึ่งกองหลังที่เหลืออยู่นั้นแทบจะทดแทนการหายไปครั้งนี้ของปีเก้ได้เลย และด้วยความที่ปีเก้ก็อายุมากแล้วดังนั้นการดึงตัวอูปาเมกาโน่เข้ามา นอกจากจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วยังน่าจะเป็นการทดแทนได้ในระยะยาวอีกด้วย

นี่คือสองทีมยักษ์ใหญ่ที่เจอกับปัญหาที่อาจจะทำให้ต้องการตัวเขาไปร่วมทีมโดยด่วน ส่วนทีมอื่นที่เหลืออย่างแมนยูที่กองหลังยังไม่มีใครที่ไว้ใจได้เลย หรือแมนซิตี้, อาร์เซน่อล, สเปอร์ส รวมไปถึงมหาอำนาจแห่งเมืองเบียร์อย่างบาเยิร์นเองก็คงไม่ยอมให้เพชรเม็ดงามนี้ตกไปอยู่ในมือของคู่แข่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อมง่าย ๆ เช่นกัน ดังนั้นในช่วงตลาดหน้าหนาวที่กำลังจะถึงนี้ รับรองได้เลยว่าไลป์ซิกนั้นต้องเจอสถานการณ์ลำบากแน่ในการที่จะรั้งตัวเขาไว้กับทีม เพราะบรรดาเสือหิวโซทั้งหลายต่างจ้องจะตะครุบเข้ามาจากทุกทิศทุกทางเลยทีเดียว

ปีเก้เจ็บ บาร์ซ่าสาหัส เมื่อยานแม่ต้องขาดกำลังหลักในเกมรับไปนานถึงครึ่งปี

ทีมหนึ่งในตอนนี้ที่โดนปัญหารุมเร้ามากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นทัพต่างดาวบาร์เซโลน่า เพราะนอกจากปัญหาภายนอกสนามทั้งการเมืองการเงิน และข่าวไม่ดีต่าง ๆ ที่ออกมาอยู่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วเรื่องของปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะก็เล่นงานลูกทีมของโรนัลด์ คูมันอย่างหนักอีกด้วย หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ดาวรุ่งที่กำลังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างอันซู ฟาติ มีอันต้องโดนอาการบาดเจ็บลักพาตัวไปหลายเดือนแล้ว ก็ยังมีข่าวไม่ดีตามมาซ้ำเติมอีกก็คืออาการบาดเจ็บของเคราร์ด ปีเก้ และแซร์จี้ โรแบร์โต้ นั่นเอง

โดยทั้งสองได้รับอาการบาดเจ็บจากเกมที่พวกเขาบุกไปแพ้คู่แข่งสำคัญอย่างอัตเลติโกเดมาดริด ซึ่งในกรณีของปีเก้นั้นนับว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะเขาได้รับอาการบาดเจ็บค่อนข้างหนักบริเวณหัวเข่า ซึ่งเป็นการเสียหายของอวัยวะสองส่วนด้วยกัน คือเอ็นหัวเข่าด้านในและเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า ซึ่งประเมินสถานการณ์เบื้องต้นแล้วพบว่า อาจจะทำให้เขาต้องพักทำงานรักษาตัวยาวนานถึงครึ่งปีเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นความเสียหายหนักมากสำหรับทีมของคูมัน เพราะผู้เล่นที่ชิงปิดเทอมยาวไปก่อนแล้ว นอกจากจะมีอันซู ฟาติแล้ว อีกคนหนึ่งก็คือแนวรับคนสำคัญอย่างซามูเอล อุมติตี้กองหลังฝรั่งเศสนั่นเอง

เพราะฉะนั้นการที่ปีเก้มาเจ็บยาวไปอีกคนหนึ่งมันก็ยิ่งทำให้กองหลังที่มีอยู่อย่างจำกัดของทีม มีตัวเลือกน้อยลงไปอีกและที่สำคัญเขายังเป็นเหมือนหัวใจในแนวรับของทีมอีกด้วย ดังนั้นมันจะต้องทำให้แนวรับของทีมอ่อนยวบลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย และช่วงเวลาจากนี้ไปจนถึงช่วงตลาดเปิดที่จะสามารถหากองหลังตัวใหม่มาทดแทนได้นั้นก็มีโปรแกรมให้เตะอีกหลายนัดเลยทีเดียว และถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถประคองทีมไปถึงวันนั้นอาจจะทำให้บาร์เซโลน่าหลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้อย่างเป็นทางการเลยก็ได้

มันเป็นปัญหาที่หนักหน่วงมากสำหรับกุนซืออย่างโรนัลด์ คูมัน ที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมใหม่ เพราะบาร์เซโลน่าในช่วงโมงนี้ไม่ใช่ทีมที่ใช้เกมรุกเพื่อปิดแผลในเกมรับได้เหมือนยุคที่ปูพรมบุกไม่ให้คู่ต่อสู้โงหัวขึ้นอย่างตอนที่เป็ปคุม ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนั้นพวกเขาอาจจะใช้ผู้เล่นเชิงรับคนใดก็ได้ลงไปยืนในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ซึ่งถ้าทำแบบนั้นได้การหายไปของปีเก้ก็จะเบาลงเยอะมาก แต่เมื่อทำไม่ได้มันก็จะทำให้พวกเขาที่สถานการณ์ไม่ได้ดีอยู่แล้วกลายเป็นเข้าขั้นสาหัสเลยทีเดียว

ต้องคอยดูว่าหลังจากนี้กุนซืออย่างโรนัลด์ คูมันนั้นจะสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ดีเพียงใด และมันจะเป็นการวัดไปในตัวด้วยว่าเขานั้นเหมาะสมที่จะคุมบาร์เซโลน่าหรือไม่ แน่นอนว่าตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของยอดทีมแบบนี้นั้นนับว่าเป็นตำแหน่งที่ใครก็ล้วนอิจฉา แต่เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครอยากเจอปัญหาแบบที่เขาเจออยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน

จับตาตลาดหน้าหนาวนี้ กับอนาคตของอีสโก้ ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้กับราชัน

ความไม่แน่นอนของชีวิตนั้นย่อมมีอยู่เป็นสัจธรรม มันสามารถผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้ชีวิตมีขึ้นมีลงได้อยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ในโลกของฟุตบอล และนี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ สำหรับกรณีของเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติสเปน ของทัพราชันชุดขาว เรอัล มาดริด อย่างอีสโก้ อลาร์กอน เพราะครั้งหนึ่งเขาคือสุดยอดกองกลางคนหนึ่งของทีม รวมไปถึงของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เขาสามารถเลี้ยงผ่านแนวรับคู่ต่อสู้เข้าไปพังประตูได้ราวกับมีเวทย์มนต์ เขาเป็นที่รักของแฟน ๆ ในเบอร์นาเบว แต่ในเวลานี้ดูเหมือนว่าเขาจะกลายเป็นส่วนเกินที่นี่ไปเสียแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 หลังเจ้าตัวพาทีมชาติสเปนชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ขึ้นไปคว้าตำแหน่งจ้าวยุโรปได้อย่างยิ่งใหญ่ มันก็ทำให้ทีมใหญ่อย่างราชันชุดขาวซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของคาร์โล อันเชล็อตติ ยอมทุ่มเงินค่าตัวสูงถึง 30 ล้านปอนด์ไปดึงตัวเขามาจากมาลาก้าและนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เบอร์นาเบวเขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมในทันที และดูเหมือนว่าทุกอย่างของเขาที่นี่จะไปได้สวย เพราะถึงแม้ว่าทีมจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีมจากอันเชล็อตติ เป็นราฟาเอล เบนิเตซ เป็นซีเนอดีน ซีดาน หรืยูเลน โลเปเตกี เขาก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญในเกมรุกของทีมอยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคคุมทีมครั้งแรกของซีดานนั้นยิ่งดูเหมือนว่าจะไปได้สวยอย่างมาก เพราะดูแล้วนายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะชื่นชอบในฝีเท้าของเขาเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วนั่นเอง

จุดเปลี่ยนของเขามาเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมถูกเปลี่ยนมือผู้จัดการทีมมาเป็นซานติอาโก้ โซลารี่ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รับความสำคัญเท่ากับที่เคยมีมาตลอด ซึ่งมันอาจจะมาเหตุผลทางแท็กติกหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ที่ทำให้เขาได้ลงสนามในฤดูกาลนั้นในฐานะตัวสำรองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในฤดูกาลนั้นทีมราชันก็แทบจะเรียกได้ว่าจบฤดูกาลมือเปล่าเลยก็ว่าได้ เพราะถ้วยรางวัลที่ได้มาก็เพียงแค่แชมป์สโมสรโลกที่เป็นผลพลอยได้มาจากการเป็นแชมป์ยูซีแอลเมื่อฤดูกาลก่อนหน้าเท่านั้นเอง

หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจากโซลารี่กลับมาเป็นซีดานอีกครั้ง ตัวของอีสโก้และแฟนบอลคนจะคิดว่าฝันร้ายของกองกลางรายนี้คงจะจบลงแล้ว แต่มันกลับกลายเป็นว่าถึงแม้ซีดานจะชอบอีสโก้เพียงใด แต่กลับมีอาการบาดเจ็บของเขาเองเข้ามาเป็นตัวถ่วงความสม่ำเสมอของเขาไปเสียอีก แถมทีมยังมีคู่แข่งในการแย่งตำแหน่งคนสำคัญอย่างเอเดน อาซาร์ดเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ทำให้การกลับลงสู่สนามและคืนฟอร์มของเขายากขึ้นไปอีก จนมีหลายเสียงที่ออกมาแนะนำเขาว่าควรจะย้ายออกไปพิสูจน์ตัวเองจะดีกว่าเพื่อโอกาสการลงสนามและการติดทีมชาติสเปน

แน่นอนว่าด้วยฝีเท้า ประสบการณ์ และความสำเร็จมากมายที่ตัวของอีสโก้ อลาร์กอนได้ผ่านมานั้น มันย่อมทำให้มีหลายทีมพร้อมที่จะอ้าแขนรับอย่างแน่นอน และทีมหนึ่งที่สนใจในตัวเขาก็คือเรือใบสีฟ้าทีมใหญ่จากฝั่งอังกฤษที่อยากจะได้เขาไปเป็นตัวแทนของดาบิด ซิลบา และสไตล์ฟุตบอลของเป็ป กวาร์ดิโอล่าน่าจะเข้ากับตัวของอีสโก้ได้ดีและเป็ปเองก็น่าจะมีวิธีปลุกเทพในตัวของเขาให้กลับมาร่ายมนต์บนผืนหญ้าได้อีกครั้งแน่ และด้วยอายุของเขาก็มีเวลาเพียงพอที่จะกลับสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง เพียงแค่โอกาสและความมั่นใจเท่านั้นเองที่เขายังมีไม่พอ

เจ ชนาธิป กับการถ่ายทอดชีวิตเพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านตัวการ์ตูน

เชื่อว่าแทบจะทุกคนที่มีความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลแล้ว ในช่วงวัยเด็กจะต้องเคยผ่านการซึมซับกีฬาฟุตบอลผ่านทางการ์ตูนมาแล้วทุกคน โดยเฉพาะการ์ตูนสัญชาติญี่ปุ่นที่มีให้เด็กบ้านเรารวมไปถึงเด็ก ๆ ทั่วโลกได้เลือกเสพกันทั้งในรูปแบบการอ่านจากหนังสือ และการรับชมทางโทรทัศน์และการ์ตูนเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างจินตนาการและความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลให้กับเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าหากถามเด็ก ๆ ที่ดูการ์ตูนเหล่านั้นทุกคนก็คงจะจินตนาการไปว่าตัวเองนั้นคือตัวเอกของเรื่องนั้น ๆ ตามแบบที่ตัวการ์ตูนนั้นถูกนำเสนอให้เป็น แต่จะมีซักกี่คนที่จะถูกใช้เรื่องราวของตัวเองให้กลายเป็นชีวิตของตัวเอกในเรื่อง และถ้าหากว่าเขาผู้นั้นถูกนำเรื่องราวไปสร้างเป็นการ์ตูน แสดงว่าในชีวิตจริงของเขาจะต้องน่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ๆ ได้ และก็มีนักเตะสัญชาติไทยเราที่สามารถก้าวไปอยู่ยังจุดนั้นได้ก็คือ เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์นั่นเอง

โดยเรื่องราวในเส้นทางชีวิตนักฟุตบอลของเพลย์เมคเกอร์ขวัญใจชาวไทย ถูกนำไปสร้างเป็นการ์ตูนมังงะที่มีชื่อเรื่องว่า “Chanathip Monogatari Be ambitious” หรือตำนานของชนาธิป ความทะเยอทะยาน ซึ่งสรรค์สร้างขึ้นโดยศาสตราจารย์สึคาสะ โอชิม่า นักเขียนที่เคยสร้างผลงานการ์ตูนฟุตบอลที่มียอดขายกว่าห้าสิบล้านเล่ม อย่างเรื่อง Shoot! มาแล้ว ทำให้คาดว่าการ์ตูนเรื่องนี้ของชนาธิปนั้นจะได้รับความนิยมอย่างมากด้วยเช่นกัน ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้ถูกจัดทำขึ้นเป็นหนังสือที่มีความยาว 65 หน้า ถ่ายทอดเรื่องราวบนเส้นทางลูกหนังของชนาธิปออกมาได้อย่างน่าสนใจ และเป็นที่ตื่นเต้นและสนใจของแฟนการ์ตูนและแฟนบอลมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะแฟนบอลของทางซัปโปโรและแฟนบอลชาวไทยบ้านเรา

การที่เรื่องราวชีวิตของชนาธิป ถูกนำไปสร้างเป็นการ์ตูนนั้น มันได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาผ่านยอมรับและเป็นที่รักมากเพียงใดในการย้ายไปเล่นที่ญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกยุคทองของนักเตะไทยในเจ ลีกอย่างแท้จริง เพราะด้วยผลงานการเล่นของเขาที่คอนซาโดเล่ ซัปโปโรนี่เองที่ทำให้นักเตะไทยได้รับการยอมรับและทำให้นักเตะไทยได้ย้ายเข้าสู่ลีกใหญ่ของเชียอย่างเจลีกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำผลงานได้ดีทั้งนั้น

ดังนั้นนอกจากการเล่นของ เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ จะช่วยเป็นใบเบิกทางให้กับนักเตะไทยหลาย ๆ คนได้มีโอกาสเล่นในลีกใหญ่อย่างเจ ลีกแล้ว ในตอนนี้เขายังมีเรื่องราวการ์ตูนของตัวเองที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ที่ชอบฟุตบอลในบ้านเราเพิ่มขึ้นอีกด้วย และมันคงจะมีส่วนช่วยให้เด็กไทยได้ไปยืนอยู่ในจุดที่เขายืนได้สำเร็จอีกหลายต่อหลายคนในอนาคต เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งตัวการ์ตูนอย่างกัปตันซึบาสะ หรือตัวเอกเรื่องอื่น ๆ ได้เคยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขามาแล้วเช่นกัน

ไปไหนดีชิรูด์ เมื่อการนั่งสำรองที่เชลซี อาจมีผลกระทบต่อตำแหน่งในทีมชาติ

ดูเหมือนว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้วสำหรับกองหน้ารูปหล่อสัญชาติฝรั่งเศส อย่างโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ของสโมสรสิงโตน้ำเงินครามเชลซี ที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของเขาในสโมสรมันจะส่งผลกระทบโดยตรงไปถึงตำแหน่งในทีมชาติฝรั่งเศสเสียแล้ว เมื่อเขากลายมาเป็นตัวสำรองที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในฤดูกาลนี้รอคอยโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรอง ของทีมชุดเลือดใหม่ของแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่มีผู้เล่นพลังหนุ่มฟอร์มแรงค่าตัวแพงขวางอยู่เต็มไปหมด

นอกจากผู้เล่นตัวจริงที่เบียดเขามาเป็นเพื่อนสนิทกับม้านั่งในฤดูกาลนี้ จะมีแต่บรรดาเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังและค่าตัวแพงแล้ว ยังเห็นได้ว่าทีมของแลมพาร์ดนั้นกับลังค่อย ๆ ถูกปรับแต่งให้เล่นเข้ากันและทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย มันยิ่งทำให้โอกาสการสอดแทรกลงสนามของกองหน้าจอมเก๋าวัย 34 อย่างเขานั้นยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในลีกนั้นหากหันกลับไปดูตัวเลขการลงสนามของเขา หลังจากที่ผ่านเกมมาแล้ว 9 นัดเขามีเวลาได้สัมผัสผืนหญ้าในสนามแข่งเกินครึ่งชั่วโมงไปแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง และมันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถทำประตูในลีกเลยแม้แต่ลูกเดียว และที่สำคัญมากไปกว่านั้นทางผู้จัดการทีมชาติฝรั่งเศสอย่างดิดิเยร์ เดชองป์ได้ส่งสัญญาณมาถึงเขาแล้วว่ามันอาจจะไม่ดีพอที่จะทำให้เขาได้ไปลุยศึก ยูโร 2020 อีกด้วย

ดังนั้นถ้าหากเขาหวังจะไปยูโรกับทัพตราไก่ ทางเดียวที่จะเป็นไปได้ก็คือเขาจะต้องย้ายไปหาตำแหน่งตัวจริงกับทีมอื่น แทนที่จะนั่งดูน้อง ๆ เล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์นั่นเอง และตัวเขาเองก็รู้ดีว่าสิ่งไหนที่สำคัญกว่าระหว่างการแขวนสตั๊ดกับทีมใหญ่อย่างเชลซี กับการออกไปยู่กับทีมเล็กแล้วไปลุยยูโรกับทีมชาติ เพราะด้วยความที่เจ้าตัวนั้นมีอายุถึง 34 ปีแล้ว โอกาสการไปลุยศึกใหญ่กับทีมบ้านเกิดหนนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วในชีวิตนักฟุตบอลของเขา และเมื่อมองจากผลงานในทีมชาติของชิรูด์เองก็นับว่าเขา ยังคงเป็นกำลังสำคัญในทีมชาติและแท็กติกของเดชองป์ ซึ่งรู้มือรู้ฝีเท้ากันดีอยู่แล้วเพราะเขาเป็นกำลังหลักมาตั้งแต่ชุดแชมป์โลก 2018 นั่นเอง เพราะฉะนั้นขนาดของสโมสรหรือโอกาสลุ้นแชมป์รายการใหญ่อาจไม่จำเป็น เพียงแต่มีโอกาสลงสนามเพื่อรักษาความฟิตและความเฉียบคมเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะอยู่ในแผนการทำทีมของเดชองป์ได้แล้ว

ถึงแม้ว่าโอลิวิเยร์ ชิรูด์จะมีช่วงเวลาที่ดีพอสมควรกับเชลซี แต่ในเวลานี้เขาจำเป็นต้องเลือกแล้วที่จะเป็นผู้ที่ต้องเดินจากไป และเขาก็ได้ร้องขอต่อทางสโมสรแล้วที่จะย้ายออกจากทีมในช่วงปีใหม่นี้ ซึ่งเชื่อว่าทางผู้จัดการทีมอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดก็คงจะเสียดายไม่น้อยเช่นกัน เพราะในยามที่ทีมเจอทางตันความเก๋าของกองหน้าสำรองอย่างชิรูด์ก็มีประโยชน์ต่อทีมมากอยู่ แต่ในกรณีนี้เชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะเข้าใจเขาเป็นอย่างดี ดังนั้นมันจึงเหลือเพียงว่าสถานีต่อไปของเขานั้นจะเป็นที่ใดเท่านั้นเอง

คริสเตียน อีริคเซ่น กับชีวิตที่ไม่ลงตัวในสีเสื้องูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน

ในช่วงที่เข้าใกล้การเปิดทำการของตลาดนักเตะเช่นนี้ เราก็มักจะได้ยินข่าวการย้ายทีมของผู้เล่นชื่อดังหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในช่วงนี้ที่เราได้เห็นข่าวดัง ๆ ก็จะเป็นบรรดาผู้เล่นชื่อดังที่กำลังจะหมดสัญญาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในรายของเพลย์เมคเกอร์ชาวเดนมาร์กอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่นนั้น กลับเป็นประเด็นที่มีแววว่าจะมีการย้ายทีมเกิดขึ้นในช่วงตลาดนักเตะหน้าหนาวนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าเหตุของการย้ายทีมค่อนข้างที่จะแตกต่างออกไป

เพราะในรายของอีริคเซ่นนั้นเหตุผลของการอยากย้ายทีมในครั้งนี้มันมาจากการที่เขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งเหมือนกับสมัยที่สวมชุดไก่เดือยทองได้นั่นเอง และมันทำให้เขาไม่สามารถที่จะการันตีตำแหน่งตัวจริงในทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ได้อีกด้วย ซึ่งมันทำให้เขามักจะถูกจับเป็นตัวสำรองแทบตลอดไม่ว่าคอนเต้จะปรับแผนไปเล่นแบบใด ซึ่งเมื่อดูจากจำนวนนัดที่ลงสนามของเขาในฤดูกาลนี้จากที่ผ่านโปรแกรมในลีกไป 9 นัด เขาได้ลงสัมผัสเกมลีกเพียงแค่ 5 นัดเท่านั้นเอง ซึ่งใน 5 นัดที่ว่าเขาลงเป็น 11 คนแรกเพียงแค่ 3 เกม แถมยังถูกเปลี่ยนออกช่วงกลางครึ่งหลังทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งมันทำให้ตัวเลขผลงานการผลิตประตูทั้งการยิงและการจ่ายของเขาเป็นศูนย์เลยในฤดูกาลนี้

มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อหันกลับไปมองสถิติที่ผ่านมา ในสมัยที่เจ้าตัวยังคงค้าแข้งอยู่กับไก่เดือยทองที่ตลอดช่วงเวลาหกปีครึ่งที่นั่น เขาสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นตัวสร้างสรรค์เกมที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลกใบนี้ ที่ทำให้ทีมเล่นบอลได้อย่างมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพ และสถิติส่วนตัวของเขาก็อยู่ที่การทำได้ถึง 69 ประตูและจ่ายให้เพื่อนยิงไป 89 เม็ดอีกด้วย ซึ่งมันดูจะไม่สมเหตุสมผลเลยกับการที่เขากำลังรุ่งที่อังกฤษ แต่กลับต้องมานั่งสำรองที่อิตาลีในขณะที่กองหน้าตกอับที่อังกฤษอย่างลูกากูกลับมามายิงได้เป็นกอบเป็นกำอีกครั้งในสถานที่เดียวกัน

ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้มันย่อมไม่เป็นที่พอใจของเขาอย่างแน่นอน มันจึงเกิดเรื่องราวการอยากย้ายทีมของเขาขึ้น ซึ่งทางสโมสรเองก็บอกว่าจะไม่รั้งไว้เสียด้วยหากเจ้าตัวอยากจะไปจริง ๆ ซึ่งข่าวที่ว่าก็ถูกโยงไปยังสองทีมใหญ่จากเกาะอังกฤษอย่างอาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง ที่พร้อมจะดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งมันก็มีส่วนที่จะทำให้เกิดได้ง่ายขึ้นเพราะทางอินเตอร์เองก็เล็งผู้เล่นกองกลางจากทั้งสองทีมนี้อยู่เช่นกัน

ถ้าหากว่าการย้ายทีมกลับสู่เกาะอังกฤษอีกครั้งของเขาเกิดขึ้นจริง แล้วด้วยสภาพแวดล้อมเดิม ฟุตบอลแบบที่เขาคุ้นเคย มันอาจจะทำให้คริสเตียน อีริคเซ่นได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองและกลับมาเป็นผู้เล่นระดับโลกอีกครั้งหนึ่งก็ได้ และมันคงจะดีกว่าการที่นักเตะพรสวรรค์อย่างเขาจะไปนั่งสำรองกับทีมใดทีมหนึ่ง จนความสามารถที่เขามีนั้นมันค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลา ซึ่งแบบนั้นมันคงจะน่าเสียดายอย่างมากเลยทีเดียว

โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย ข่าวการขึ้นยานแม่ของเมมฟิส เดปาย มีความเป็นไปได้มากแค่ไหน

เส้นทางชีวิตของนักเตะผู้ไม่ยอมแพ้อย่างเมมฟิส เดปาย แนวรุกเลือดดัตช์นั้น ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในช่วงที่เข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุด หลังจากที่หลุดพ้นช่วงเวลาในโรงละครแห่งความฝันร้ายของเขาได้เมื่อสามปีที่แล้ว เขาก็สามารถกลับมาเป็นกองหน้าที่มีฝีเท้าร้ายกาจได้อีกครั้งภายในเวลาแค่ไม่นาน ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมาได้นั้นมันมาจากความที่เขาไม่ยอมแพ้นั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เมมฟิสนั้นถือว่าเป็นดาวรุ่งชื่อดังคนหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากทีมดังทั่วยุโรปหลังจากที่เขาสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในการเล่นในลีกบ้านเกิดกับทีมอย่าง พีเอสวี ไอน์โฮเฟน ซึ่งฟอร์มของเขาในช่วงนั้นมันร้อนแรงเสียจนหลุยส์ ฟาน กัลป์ กุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ตัดสินใจหนีบเอาเด็กวัย 20 คนนั้นไปลุยศึกใหญ่อย่างฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิลเลยทีเดียว และมันไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพาเด็กดาวรุ่งไปหาประสบการณ์ เพราะเขามีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมชาติของเขาจบทัวร์นาเมนท์ใหญ่ในอันดับที่สามเลยทีเดียว

หลังจากจบรายการใหญ่ที่บราซิลมันก็ยิ่งทำให้ชื่อของเขาโด่งดังขึ้นไปอีก ซึ่งก็เป็นทางฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นทีมที่ได้ตัวเขาไปครอบครอง ด้วยอานิสงส์จากการที่ดึงนายใหญ่ทีมชาติฮอลแลนด์เข้ามาคุมทีมแทนที่เดวิด มอยส์นั่นเอง เขาก้าวเข้าสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยความคาดหวังสูงลิบ นั่นคือการเป็นตัวแทนยอดนักเตะอย่างโรนัลโด้ และเมื่อดูจากสิ่งที่เขาทำทั้งกับพีเอสวีและทีมชาติ มันก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้ไม่ยากเลยทีเดียว

แต่เรื่องราวมันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อนายใหญ่ที่เป็นผู้พาเขามานั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จในการคุมผีแดง ซึ่งมันก็ส่งผลมาสู่ทีมที่ฟอร์มไม่ดี และทำให้ผู้เล่นอย่างเขาพลอยโชว์ฟอร์มไม่ออกตามไปด้วย แล้วเหตุการณ์มันก็ยิ่งเลวร้ายมากเข้าไปอีกเมื่อฟาน กัลป์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งมันจึงทำให้เขาเหมือนโดนลอยแพ และไม่สามารถที่จะทนรับสภาพจนต้องย้ายออกไปหาโอกาสอีกครั้งกับลียง

นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขา เพราะที่ลียงนี้เองที่ทำให้เขากลับมาสู่ฟอร์มอันร้อนแรงอีกครั้ง และเขากลายเป็นผู้เล่นกำลังหลักของลียงนับตั้งแต่ย้ายมาเลยทีเดียว แถมในปัจจุบันเขาก็เป็นผู้ครอบครองปลอกแขนกัปตันทีมในวัยเพียงแค่ 26 ปีอีกด้วย และลีลาการเล่นในสนามก็กลับมาเล่นได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลากเลื้อยและความเร็วที่พร้อมจะฉีกกองหลังคู่แข่งตลอดเวลา การยิงประตูที่เฉียบคม และทีเด็ดจากลูกตั้งเตะทุกรูปแบบอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวรุกที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และวันนี้มันก็ทำให้เขากลับมาเป็นที่สนใจในตลาดอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ทีมที่ให้ความสนใจในตัวเขาก็คือยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกา อย่างบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว

อย่างที่รู้ว่าโรนัลด์ คูมันนายใหญ่บาร์ซ่าในตอนนี้นั้นคุมทีมชาติฮอลแลนด์มาก่อน และเมมฟิสเองก็เป็นผู้เล่นคนโปรดของเขาอีกด้วย ดังนั้นเมื่อทีมอาซูลกราน่ากำลังมีปัญหาในเกมรุกมากมาย ทั้งช่วงร่วงโรยของเมสซี่ การบาดเจ็บยาวของฟาติและคูตินโญ่ แถมกรีซมันก็ฟอร์มหายเข้ากลีบเมฆไปอีกด้วย ดังนั้นชื่อที่คูมันหวังจะให้มาช่วยแก้ปัญหาก็คือศิษย์รักอย่างเมมฟิสนี่เอง ดังนั้นเมื่อดูจากปัจจัยต่าง ๆ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทางฝั่งบาร์ซ่าจะเอาจริง

สำหรับเมมฟิสเองหากเขาสามารถย้ายซบทีมใหญ่อย่างบาร์ซ่าได้น่าจะเป็นรางวัลของความไม่ยอมแพ้ของเขาที่ดีที่สุด และมันก็เป็นข้อเสนอที่ยากเกินกว่าจะปฏิเสธแน่นอน เพราะไม่ใช่ว่าโอกาสแบบนี้มันจะมีเข้ามาบ่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเขาจะได้ขึ้นยานแม่หรือไม่นั้นก็คือ การที่ทางบาร์ซ่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ลียงยอมปล่อยตัวกัปตันทีมของพวกเขาออกมาเท่านั้นเอง

ดีเอโก้ มาราโดน่า รอยจารึกแห่งตำนานที่จะไม่มีวันลบเลือน

นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับวงการฟุตบอล สำหรับการได้รับข่าวร้ายว่าอดีตนักเตะผู้มีฉายาว่า “เสือเตี้ย” หรือดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานนักเตะสัญชาติอาร์เจนติน่านั้นได้เสียชีวิตไปอย่างกะทันหันที่บ้านเกิด โดยที่เขามีอายุได้เพียงแค่ 60 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตก็คืออาการหัวใจวายเฉียบพลันนั่นเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นมีข่าวออกมาอยู่เรื่อย ๆ ว่าตำนานกองหน้าผู้นี้มีปัญหาสุขภาพอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันมาจากการที่เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนพลุ้ย รวมไปถึงการใช้สารเสพย์ติดและแอลกอฮอล์หลังจากการเลิกเล่นฟุตบอลไปนั่นเอง ซึ่งความอ้วนของเขานั้นก็ถึงขั้นทำให้ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานมานี้เขาก็พึ่งจะเข้ารับการผ่าตัดลิ่มเลือดในสมองอีกด้วย แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะจากไปในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้

เรื่องราวบนเส้นทางลูกหนังของของดีเอโก้ มาราโดน่านั้นเป็นที่รู้จักของแฟนฟุตบอลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุครุ่งเรืองของเขานั้น กองหน้าร่างเล็กคนนี้มีความเก่งกาจชนิดที่เรียกว่าไร้เทียมทานเลยทีเดียว โดยเขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่างอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ก่อนจะย้ายมาอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ของอาร์เจนติน่าอย่างโบค่า จูเนียร์ส และหลังจากได้แชมป์ลีกภายในประเทศกับโบค่าเมื่อปี 1981 แล้ว เขาก็กลายมาเป็นที่รู้จักของแฟนบอลทั่วโลกมากขึ้นหลังย้ายมาเล่นในลาลีกา สเปน กับยอดทีมอย่างบาร์เซโลน่า แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักที่สเปนเพราะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานจนถึงขั้นขาหัก ก่อนที่จะเป็นทางนาโปลีที่ยอมทุ่มเงินเป็นสถิติโลกในขณะนั้นเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งมันก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเพราะในเวลาต่อมาเขาสามารถสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าของชาวเนเปิ้ลเลยทีเดียว

เพราะที่นาโปลีนั้นมาราโดน่าระเบิดฟอร์มสุดยอดของเขาออกมาได้อีกครั้ง และสามารถทำให้ทีมเล็กอย่างนาโปลีนั้นกลายเป็นทีมที่มีเกมบุกที่น่าตื่นเต้นและสวยงาม ท่ามกลางบอลแบบตีหัวเข้าบ้านอันเป็นสไตล์การเล่นที่น่าเบื่อของสโมสรในอิตาลียุคนั้น และเขาก็ใช้เวลาเพียงแค่สองปีหลังจากย้ายเข้ามาพาทีมเป็นแชมป์สคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ รวมเบ็ดเสร็จแล้วที่นาโปลีเขาสามารถพาทีมได้แชมป์ลีก 2 สมัย กับยูฟ่าคัพอีกหนึ่งสมัย ซึ่งถ้าจะถามว่ามันยิ่งใหญ่มากเพียงใดสำหรับชาวเมือง ก็คงอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า มันคือแชมป์ที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน และจำนวนมันก็ยังคงอยู่เท่าเดิมไม่สามารถมีใครทำได้เพิ่มเลยนับตั้งแต่มาราโดน่าทำไว้นั่นเอง

ส่วนเกียรติประวัติในนามทีมชาตินั้นก็ไม่ต้องพูดถึง สำหรับการพาทีมชาติขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่สองในประวัติศาสตร์ได้นั้นมันก็ทำให้เขากลายเป็นพระเจ้าของแฟนบอลฟ้าขาวเรียบร้อยแล้ว และผู้คนยังคงจดจำแชมป์โลกของเขาในครั้งนั้นที่ถูกพูดถึงทั้งในเรื่องของหัตถ์พระเจ้า รวมไปถึงการลากลบผู้เล่นอังกฤษสี่ห้าคนเข้าไปทำประตูอีกด้วย

ชายผู้นี้ถือว่าเป็นตำนานอย่างแท้จริงที่ถึงแม้ว่าผู้เล่นอย่างลีโอเนล เมสซี่ที่เป็นผู้เล่นระดับโลกในยุคนี้และเป็นขวัญใจของชาวอาร์เจนติน่าเหมือนกัน ก็ยังคงไม่สามารถขึ้นไปทาบรัศมีของเขาได้ และถึงแม้ว่าโลกแห่งฟุตบอลจะสูญเสียเขาไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่โลกแห่งฟุตบอลจะยังคงจารึกชื่อของเขาในฐานะตำนานตลอดไป