ดาบิด เด เคอา ขึ้นแท่นตำนานผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ดาบิด เด เคอา ได้ตัดสินใจฝากชีวิตไว้ที่โรงละครแห่งความฝัน หลังจากสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องการต่อสัญญากับผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนออกไปอีก 4 ปีจนถึงปี 2023 พร้อมออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 1 ปี สยบข่าวลือเรื่องการย้ายทีมไปเล่นให้กับเรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์ แชร์แมง หรือยูเวนตุส ซึ่งเขาถูกเชื่อมโยงมาตลอดในระยะเวลาหลายปีหลัง

การจรดปากกาเซ็นสัญญาดังกล่าว ทำให้เด เคอาได้รับค่าจ้างหลังหักภาษีเพิ่มเป็น 13.3 ล้านปอนด์ต่อฤดูกาล หรือราว ๆ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ กลายเป็นนักเตะที่รับค่าจ้างสูงที่สุดในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติเดิมของพอล ป็อกบา มิดฟิลด์เพื่อนร่วมทีม แถมยังเป็นผู้รักษาประตูที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลกอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อตอบแทนผลงานอันยอดเยี่ยมที่เขาได้รับใช้สโมสรมาตลอด 8 ปี และลงสนามช่วยทีมมากกว่า 350 นัด

เด เคอา ถูกเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันดึงตัวมาจากแอตเลติโก มาดริด เมื่อปี 2011 ด้วยค่าตัว 18.9 ล้านปอนด์ อันเป็นสถิติสูงที่สุดในตำแหน่งผู้รักษาประตูของลีกอังกฤษสมัยนั้น แม้จะเริ่มต้นในอังกฤษไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อเขามักจะพลาดในจังหวะออกมาตัดลูกกลางอากาศอยู่เสมอ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและได้รับโอกาสให้ลงสนามเป็นประจำก็ช่วยให้เขาปรับตัวและก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ได้อย่างสมบูรณ์ จนสามารถคว้าแชมป์ได้ทุกรายการบนเกาะอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย, แชมป์เอฟเอคัพ 1 สมัย และแชมป์ลีกคัพ 1 สมัย รวมไปถึงแชมป์ยูโรป้าลีกอีก 1 สมัย เป็นผู้เล่นปีศาจแดงคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรถึง 4 สมัย และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก 5 สมัย รวมถึงได้รับรางวัลถุงมือทองคำจากพรีเมียร์ลีก ด้วยผลงาน 18 คลีนชีต เมื่อฤดูกาล 2017-18

หลังจากเซ็นสัญญาฉบับใหม่เรียบร้อย ผู้รักษาประตูจอมหนึบก็โพสต์ภาพตัวเองยืนอยู่กลางสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดลงในไอจีส่วนตัว พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “บ้านของผม” ก่อนจะให้สัมภาษณ์ถึงการเซ็นสัญญาครั้งนี้ว่า “ผมมีช่วงเวลาที่ดีตลอด 8 ปีกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ และยังได้รับโอกาสให้สารต่อเกียรติยศต่าง ๆ ต่อไป ตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้โอกาสลงเล่นให้ทีมมากว่า 350 นัด ขณะนี้อนาคตของผมได้รับการเคลียร์อย่างชัดเจนแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการคือช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ และผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถคว้าแชมป์รายการต่าง ๆ ด้วยกันอีกมากมาย ซึ่งผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้”

ปัจจุบันเด เคอา ลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปแล้วทั้งสิ้น 372 นัด เก็บคลีนชีตได้ 136 ครั้ง และหากอยู่จนครบสัญญา จะทำให้เขาลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเกิน 10 ปี และจะมีสถิติเหนือกว่าอดีตผู้รักษาประตูระดับตำนานของสโมสรทั้งปีเตอร์ ชไมเคิล และเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ในเรื่องการลงสนามและการเก็บคลีนชีตแน่นอน

“เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์” กองหลังผู้ทำแอสซิสต์จนถูกบันทึกลงกินเนสส์บุ๊ค

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาวัย 21 ปี โชว์ผลงานกับลิเวอร์พูลได้อย่างสุดยอดเมื่อฤดูกาล 2018-19 โดยลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีกไป 29 นัด ทำได้ 1 ประตู กับอีก 12 แอสซิสต์ จนกินเนสส์บุ๊คได้ทำการยกย่องให้เป็นกองหลังที่จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้สูงที่สุดในหนึ่งฤดูกาล และบันทึกสถิติลงในกินเนสส์บุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ด 2020 ทำลายสถิติเดิมจำนวน 11 แอสซิสต์ที่สองแบ็กซ้ายของเอฟเวอร์ตันอย่างเลห์ตัน เบนส์ และแอนดี้ ฮินช์คลิฟฟ์ ทำไว้เมื่อฤดูกาล 2010-11 และ 1994-95 ตามลำดับ รวมทั้งมากกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายไปเพียงแอสซิสต์เดียวเท่านั้น

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เข้าร่วมศูนย์ฝึกเยาวชนของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุ 6 ปี เขาได้รับเลือกจากเปปิน ลินเดอร์ส โค้ชชาวดัตช์ให้เป็นกัปตันทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 และ 18 ปี และถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนทุกรุ่น ต่อมาจึงถูกเจอร์เก้น คล็อปป์ดึงขึ้นมาเป็นแบ็กอัพให้ทีมชุดใหญ่สู้ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-17 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงสนามนัดแรกในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-1 ในฟุตบอลลีกคัพ รอบที่ 4 จากนั้นก็ได้โอกาสประเดิมพรีเมียร์ลีกในนัดที่หงส์แดงบุกไปถล่มมิดเดิลสโบรห์ 3-0 และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งประจำปีของสโมสรในฤดูกาลนั้นไปครอง ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของนาธาเนียล ไคลน์ ทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง และสามารถยึดตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงของทีมมาจนปัจจุบัน แม้ปีที่แล้วลิเวอร์พูลจะทำได้เพียงแค่รองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่พวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมาชดเชยแทนได้ โดยอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้หงส์แดงฝ่าด่านบาร์เซโลน่าในรอบตัดเชือกไปได้ จากจังหวะเปิดลูกเตะมุมเร็วช่วงท้ายเกมให้ดิว็อค โอริกี้ยิงเป็นประตูในขณะที่ทีมต่างดาวยังไม่ได้เซตเกมรับเลยด้วยซ้ำ

ถึงจะโดดเด่นในการเล่นตำแหน่งแบ็กขวา แต่ในช่วงวัยเด็กเขาก็เคยเล่นมาแล้วทั้งตำแหน่งปีกและมิดฟิลด์ตัวคุมเกม จึงไม่น่าแปลกใจที่จะสามารถผ่านบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างแม่นยำ โดยอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ไม่ได้เป็นแค่กองหลังที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกได้สูงที่สุดในหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น เมื่อยังเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำแอสซิสต์ได้ 3 ลูกในพรีเมียร์ลีกเพียงแมตช์เดียว ด้วยสถิติอายุ 20 ปี 4 เดือน กับอีก 20 วัน

แม้จะเป็นเจ้าของสถิติกินเนสส์บุ๊คเพียงผู้เดียว แต่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ก็ไม่ลืมกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมทีมของเขาในระหว่างรับรางวัลนี้ “แน่นอนว่ารางวัลนี้ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมทีมที่ต้องส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายด้วย ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม หากไม่มีพวกเขาสถิตินี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้”

ราฮีม สเตอร์ลิง…ลิเวอร์พูลยังเป็นความทรงจำที่ดีของผมเสมอ

แม้จะย้ายออกจากลิเวอร์พูลมากว่า 4 ปี แถมตอนแยกทางกันก็จบได้ไม่สวยสักเท่าไหร่ แต่ “ราฮีม สเตอร์ลิง” ก็ยังยืนยันว่าตัวเขามีความทรงจำที่ดีมากมายสมัยที่ยังสวมเครื่องแบบลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่การลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ แต่รวมไปถึงการลงสนามให้ทีมเยาวชนอีกด้วย และไม่เคยลืมว่าลิเวอร์พูลคือสโมสรที่ให้โอกาสในการเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับเขา

ช่วงต้นปี 2010 ราฟาเอล เบนิเตส ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในขณะนั้นเป็นคนตัดสินใจดึงตัวสเตอร์ลิงมาจากอคาเดมี่ของควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 6 แสนปอนด์และเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านปอนด์ตามจำนวนการลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ แต่กุนซือชาวสเปนก็โดนเด้งออกจากตำแหน่งไปก่อนจะได้ใช้งานเขา สเตอร์ลิงเริ่มต้นเล่นในทีมเยาวชนอยู่ 2 ปี ก่อนจะก้าวมาเป็นกำลังหลักให้ทีมหงส์แดงชุดใหญ่ในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปีกทีมชาติอังกฤษลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปกว่า 100 นัด ทำได้ 23 ประตู จนได้รับรางวัล “โกลเดน บอย” ดาวรุ่งยอดเยี่ยมของยุโรปปี 2014 กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด สวนทางกับสภาพทีมในขณะนั้นที่ต้องเสียศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งอย่างหลุยส์ ซัวเรสไปให้กับบาร์เซโลน่า ทำให้เกิดเป็นกระแสข่าวลือเกี่ยวกับอนาคตของสเตอร์ลิงอยู่บ่อยครั้ง แม้ลิเวอร์พูลจะพยายามรั้งปีกความเร็วสูงให้อยู่กับทีมต่อไปด้วยสัญญาฉบับใหม่ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจให้เขาอยู่กับทีมได้ จนสโมสรต้องตอบรับข้อเสนอ 49 ล้านปอนด์จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในที่สุด ทำให้สเตอร์ลิงกลายเป็นนักเตะอังกฤษที่มีค่าตัวสูงสุดทันที

สเตอร์ลิงได้อธิบายถึงการย้ายทีมครั้งนั้นว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะเป้าหมายที่เขาตั้งไว้มานานแล้วว่าหากอายุ 21 ปีแล้วยังไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดได้ เขาจะประเมินทางเลือกของตัวเองทันที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยื่นข้อเสนอเข้ามาพอดี แถมยังเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้เขาจึงเลือกที่จะคว้ามันไว้

แม้ช่วงแรกสเตอร์ลิงจะมีปัญหามากมายทั้งเรื่องปรับตัวกับทีมใหม่ และความกดดันจากค่าตัวมหาศาลของเขาเอง แต่เมื่อได้อยู่ภายใต้การดูแลของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปีกทีมชาติอังกฤษพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างมากจนเป็นนักเตะริมเส้นที่ไม่ได้มีดีแค่ความเร็วอีกต่อไป แต่ยังสามารถผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อยู่เสมอ จนสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย และคอมมูนิตี้ชิลด์อีก 1 สมัย ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจ

แม้จะมีลิเวอร์พูลอยู่ในความทรงจำ แต่ยามลงสนามพบกับอดีตต้นสังกัดสเตอร์ลิงก็มุ่งมั่นทุ่มเทเต็ม 100% จนสามารถยิงประตูลิเวอร์พูลได้เป็นครั้งแรกในการพบกันครั้งล่าสุดในศึกคอมมูนิตี้ชิลด์ ซึ่งเขายินดีมากกับประตูแรกที่ทำได้ และคาดหวังว่าจะทำประตูได้อีกในนัดต่อ ๆ ไปเมื่อทั้งคู่พบกัน

พ่อค้าแข้งขาโหดที่ได้ชื่อว่าฮาร์ดแมน ผู้แข็งแกร่งทั้งหัวใจและพละกำลัง

แน่นอนเหลือเกินว่าฝีเท้าความเก่งกาจของนักฟุตบอลระดับโลกควรค่าให้แฟนบอลได้จดจำไม่ลืมเลือน แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่แฟนบอลมักจะจดจำนักฟุตบอลคนหนึ่งได้ไม่ต่างจากฝีเท้านั่นก็คือลักษณะนิสัยส่วนตัวที่นักเตะแสดงออกขณะอยู่ในสนามอันเป็นเหมือนลายเซ็นเฉพาะตัว บุคลิกที่ว่านี้กับนักเตะบางคนอาจเป็นสไตล์สุภาพบุรุษ บางรายเคร่งขรึม บางรายสนุกสนาน แต่กับบางรายอาจชวนให้เสียวสันหลังนิด ๆ ด้วยความดุดัน เกรี้ยวกราด และดูจะเป็นคนอารมณ์ร้อนพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ดังที่รู้จักกันว่าเป็นนักเตะสไตล์ฮาร์ดแมน

ใครจะลืมลง…เหล่าตำนานฮาร์ดแมนผู้สร้างความแตกต่างบนสนามหญ้า

นักเตะพันธุ์โหดมักเรียกเสียงฮือฮาจากพฤติกรรมการเล่นบอลที่ถึงลูกถึงคน จนหลายเหตุการณ์ก็ทำให้เป็นร่องรอยที่ถูกบันทึกให้ต้องจดจำกันเรื่อยมา สนามหญ้าที่ใช้เล่นฟุตบอลดูระอุขึ้นด้วยอารมณ์ของนักเตะพันธุ์ฮาร์ดแมนที่มักเป็นผู้จุดชนวนให้คู่แข่งต้องเล่นบทโหดตามเนื้อเรื่อง จนหลายครั้งหลายคราวก็พาไปสู่ใบแดงไม่ฝั่งใดก็ฝั่งหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นสีสันให้น่าจดจำอยู่เสมอเพราะแน่นอนว่าเกมใดที่อารมณ์ร่วมของทั้งนักเตะและกองเชียร์มีสูงมากเท่าไรย่อมทำให้นักเตะมุ่งมั่นเอาชนะและแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่สุดโต่งพร้อมแลกพร้อมลุย รูปเกมจึงดูสนุก ตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าเกมทั่วไปเป็นไหน ๆ

คราวนี้ลองไปส่องรายชื่อนักฟุตบอลสไตล์ฮาร์ดแมนระดับตำนานที่มีฝีเท้าจัดจ้านปนอุปนิสัยบ้าระห่ำจนแฟนบอลไม่อาจลืม

                1. รอย คีน ตำนานกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นฮาร์ดแมนตัวพ่อที่ต้องนึกชื่อขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ คีนจัดว่าเป็นกองกลางที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่งโดดเด่นทั้งเกมรุกและรับ แต่เชื่อเถอะว่าแฟนบอลมักจดจำภาพของคีนเวลาพุ่งเสียบแบบไม่มียั้ง หรือการพุ่งเข้าใส่คู่แข่งเป็นคนแรก ๆ เมื่อเกิดเหตุปะทะระหว่างเกม

                2. เจนนาโร กัตตูโซ ผู้ได้สมยาว่าไอ้รถถัง กองกลางเชิงรับรายนี้ถือเป็นห้องเครื่องของยอดทีมแดนมักกะโรนีอย่างยาวนานเมื่อสมัยค้าแข้งให้กับเอซี มิลาน กัตตูโซมีลีลาการเล่นดุดันไม่กลัวใคร วิ่งเข้าใส่คู่แข่งเหมือนรถถังที่บุกตะลุยไปข้างหน้าสมฉายา ถึงกระนั้นเขาก็จัดว่าเป็นนักฟุตบอลที่ฉลาดเล่นคนหนึ่ง นั่นจึงทำให้แฟนบอลมิลานคิดถึงเขาอยู่เสมอตราบทุกวันนี้

                3. เปเป้ ปราการหลังชาวโปรตุเกส แม้อาจไม่ถึงขั้นตำนานของทีมเทียบชั้น 2 รายก่อนหน้า แต่เปเป้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากกับเรอัล มาดริด ด้วยความเฉียบขาดแม่นยำในการเข้าสกัดทำให้ช่วงพีคเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลกในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพียงแต่ความอารมณ์ร้อนของเจ้าตัวก็มักสร้างวีรกรรมโหด ๆ ในสนามให้จดจำกันอยู่บ่อยครั้ง

ฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันทีมสู่ความสำเร็จ ต้องยกให้ชายที่มุ่นมั่นเกินร้อย

นักฟุตบอลฮาร์ดแมนยังมีอีกมากมายหลายตำแหน่ง เช่น โอลิเวอร์ คาห์น ตำนานผู้รักษาประตูของบาเยิร์นมิวนิคและทีมชาติเยอรมนี หรือสลาตัน อิบราฮิมโมวิซ กองหน้าฟ้าประทานก็จัดอยู่ในนักเตะที่พร้อมลุยเพื่อทีมแบบไม่มีกลัวไม่มีกั๊กจะใครหน้าไหนพี่แกพร้อมบวกแม้กระทั่งทีมเดียวกันเองก็ไม่เว้น เอาเป็นว่าเจอพวกพี่แกในสนามก็ต้องมีร้อน ๆ หนาว ๆ กันบ้าง

ด้วยอุปนิสัยดังว่าแม้อาจดูน่ากลัว สุ่มเสี่ยงต่อความเสียเปรียบตัวผู้เล่นหากมีใบแดง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสไตล์พวกเขาคือปัจจัยแห่งความสำเร็จของทีมที่ขาดไม่ได้ ทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นเกินร้อยที่กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมและกองเชียร์ให้ฮึกเหิมไม่ถอดใจ และการกดดันสร้างความหวาดหวั่นให้กับคู่แข่งที่ใจไม่ถึงพอก็อาจส่งผลให้โชว์ฟอร์มไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้านักเตะที่ได้ชื่อว่าฮาร์ดแมน

ตำนานที่แฟนบอลไม่มีวันลืม นักเตะผู้ควรค่าแก่การยกย่องเช่นวีรบุรุษ

รักเดียวใจเดียว คงเป็นวลีที่หอมหวานสำหรับคู่รักหนุ่มสาวที่อยากใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขไปจนแก่เฒ่า หากแต่ในโลกของฟุตบอลก็สามารถใช้วลีที่ว่านี้กับนักฟุตบอลบางคนได้อยู่เหมือนกัน ด้วยความรักและความทุ่มเทให้กับสโมสรตลอดอาชีพค้าแข้งของนักเตะคนหนึ่งที่ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเย้ายวนรอบด้านแต่มุ่งมั่นให้กับสโมสรเพียงแห่งเดียวและสามารถสร้างความรักความผูกพันให้กับแฟนบอลจนกลายเป็นตำนานของทีมที่มีคุณค่าต่อจิตใจมากกว่าถ้วยรางวัลใด

3 ตำนานนักฟุตบอลหัวใจเด็ดเดี่ยว ผู้ไม่ยอมหันหลังให้สโมสรเพื่อตัวเอง

นักฟุตบอลฝีเท้าเยี่ยมที่มีความจงรักภักดีต่อสโมสรนั้นถือเป็นสมบัติที่ล้ำค่าและหายากในวงการฟุตบอล อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงอาชีพนักเตะมีเวลาไม่นานนัก เพียงอายุเข้าหลัก 30 ก็ถือเป็นช่วงโรยราที่ไม่มีเวลาให้เหลือตามหาความสำเร็จแล้ว ดังนั้นเมื่อมีโอกาสย้ายไปประสบความสำเร็จกับทีมที่มีความพร้อมมากกว่า อีกทั้งยังสามารถให้ค่าจ้างที่สูงกว่าบวกโบนัสอีกเพียบย่อมจูงใจให้พวกเขาหันหลังให้สโมสรที่รักได้เสมอ เพราะต่อให้มีความรักให้แก่สโมสรมากเพียงใดก็คงไม่มากเท่ากับการรักตัวเองไปได้ ซึ่งนั่นก็คงไม่ใช่ความผิดของบรรดานักเตะแต่อย่างใด

แม้การเลือกเส้นทางความสำเร็จให้กับอาชีพของตนเองจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่เชื่อหรือไม่ว่ายังคงมีนักฟุตบอลบางคนที่เงินและความสำเร็จไม่สามารถซื้อพวกเขาได้ ด้วยเพราะหัวใจที่ยิ่งใหญ่อันเคารพรักสโมสรได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และนี่คือ 3 สุดยอดนักเตะระดับตำนานที่รักเดียวใจเดียวตลอดอาชีพนักฟุตบอล

1. ฟรานเชสโก ต็อตติ ชื่อนี้ที่ไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ เขาคือสุดยอดกองกลางมากพรสวรรค์ของวงการฟุตบอลที่สามารถจะเลือกย้ายไปอยู่กับทีมใดก็ได้บนโลกนี้ แม้ว่าทีมโรม่าจะประสบปัญหาภายในสโมสรมากมายจนไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาประสบความสำเร็จได้ในเร็ววัน แต่ต็อตติก็ไม่เคยมีความคิดที่จะอำลาทีมไปเลย เขาจึงคู่ควรกับฉายาที่ถูกตั้งให้ว่า “เจ้าชายหมาป่า” อย่างที่สุด

2. สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล จัดเป็นมิดฟิลด์พลังไดนาโมที่โดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ เขาคือหัวใจของทีมลิเวอร์พูลที่สามารถพาทีมพลิกนรกในค่ำคืนที่อิสตันบูลจนเถลิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ แต่สำหรับพรีเมียร์ลีกแม้ทีมจะทำได้ใกล้เคียงเพียงรองแชมป์แต่เจอร์ราร์ดก็ไม่สามารถทิ้งลิเวอร์พูลเพื่อไปประสบความสำเร็จเพียงคนเดียวได้ และการเลือกออกจากทีมไปค้าแข้งในอเมริกานั้นก็เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่คงไม่อาจนับเป็นการทิ้งสโมสร นั่นคือเขายังรักการเล่นฟุตบอลแต่ต้องเป็นสถานที่ซึ่งเขาจะไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูล

3. แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ อาจไม่คุ้นหูแฟนบอลรุ่นใหม่ ๆ แต่หากย้อนไปถามแฟนบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษในยุค 90 ไม่มีใครไม่รู้จักพ่อมดลูกหนัง ฉายาที่แฟนบอลทีมเซาแธมป์ตันกล่าวยกย่องชายผู้นี้ซึ่งมีครบทั้งพรสวรรค์ ทักษะ จินตนาการ และด้วยฝีเท้าระดับเลอ ทิสซิเอร์ ควรจะได้ไปโลดแล่นอยู่กับทีมที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างเกียรติประวัติในอาชีพนักฟุตบอลของเขา แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับทีมนักบุญเพียงทีมเดียวเท่านั้นตลอดเส้นทางค้าแข้ง

ความสวยงามบนโลกลูกหนัง จิตวิญญาณที่ภักดีของนักฟุตบอล “วัน แมน คลับ”

นักฟุตบอลที่ไม่ย้ายสังกัดเลยตลอดเส้นทางอาชีพยังมีอีกหลายราย เช่น ไรอัน กิ๊กส์ กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือคาร์เลส ปูโยล ของบาร์เซโลนา หรือเปาโล มัลดินี ลูกหม้อของเอซี มิลาน เป็นต้น แต่ด้วยความพร้อมของสโมสรที่สามารถสร้างความสำเร็จได้อย่างมากมายให้เป็นเกียรติประวัติแก่พวกเขาได้อยู่แล้ว จึงทำให้เป็นความเหมือนที่แตกต่างกันกับตัวอย่างนักเตะทั้ง 3 ราย

บางครั้งในมุมมองของนักฟุตบอลที่จงรักภักดีกับสโมสรจนกลายเป็น “วัน แมน คลับ” ก็แสดงให้เห็นถึงความสวยงามบนโลกฟุตบอลที่อยู่เหนือกว่ามูลค่าของเงินตราและความสำเร็จ ทำให้ได้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เข้มแข็งมุ่งมั่นทำเพื่อทีมอย่างแท้จริง ไม่แปลกใจที่บรรดาแฟนบอลจะเทิดทูนนักเตะประเภทนี้เยี่ยงวีรบุรุษ และแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเคารพแฟนบอลดุจคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน และบางทีความสุขที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างแฟนบอลและนักเตะนี่แหละที่เป็นเหมือนพลังงานที่ฉุดดึงนักเตะไว้ได้อย่างแท้จริง

ยูเวนตุส ทีมระดับท็อปคลาสที่พร้อมสร้างเกียรติประวัติด้วยการกวาดแชมป์

ยูเวนตุส สโมสรฟุตบอลที่มากด้วยหน้าประวัติศาสตร์บนโลกลูกหนัง ทีมที่ไม่เคยขาดสตาร์ดังและความสำเร็จ ด้วยสีชุดแข่งอันเป็นเอกลักษณ์ขาว-ดำ ไอ้ม้าลายจึงกลายเป็นฉายาที่คุ้นหูแฟนบอล การคว้าแชมป์กัลโซ เซเรียอามากถึง 35 สมัย ถือเป็นสถิติสูงสุดในอิตาลีที่ยากจะมีทีมใดทำลาย แถมพ่วงความสำเร็จระดับแชมป์ยุโรปมาแล้วทุกรายการ  และสิ่งที่น่าจับตามองคือการเสริมทีมของยูเวนตุสสำหรับฤดูกาล 2019/2020 ที่ดูลงตัวและมีนัยยะแห่งความกระหายความสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา

ความยิ่งใหญ่ของยูเวนตุสที่มากมายด้วยบรรดาสตาร์ดัง และความสำเร็จในทุกยุค

ด้วยเกียรติยศชื่อเสียงที่ได้ชื่อว่าเป็นสโมสรที่ดีที่สุดทีมหนึ่งนั้นทำให้บนเส้นทางความสำเร็จ ยูเวนตุสไม่เคยขาดนักฟุตบอลดาวดังประดับทีมเลย ไม่ว่าจะเป็นมิเชล พลาตินี, ดิโน ซอฟฟ์, โรแบร์โต บาจโจ, ซีเนอดีน ซีดาน, จิอันลุยจิ บุฟฟอน หรือแม้กระทั่งคริสเตียโน โรนัลโด หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในปัจจุบันที่ทีมม้าลายดึงเขามาร่วมทัพเมื่อฤดูกาลก่อน การมีผู้เล่นระดับโลกอยู่ในทีมย่อมสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสให้ทีมประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น และเป้าหมายเดียวของทีมระดับท็อปคลาสอย่างยูเวนตุสก็คือแชมป์เท่านั้น

ยูเวนตุสชุดปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลงนักเตะทั้งย้ายเข้าและย้ายออกเป็นเรื่องปกติทุกฤดูกาล แต่สมดุลในทีมกลับไม่เสียหายเลย ดังที่เห็นเป็นรูปธรรมด้วยการกวาดแชมป์เซเรียอามากอดไว้ถึง 8 สมัยซ้อน หากแต่ในฤดูกาล 2019/2020 ยูเวนตุสกลับเสริมทีมด้วยนักเตะระดับท็อปมากมายหลายรายไม่ว่าจะเป็นมัจไธส์ เดอ ลิกต์, อารอน แรมซีย์, อาเดรียง ราบิโอต์ และการคว้าเมาริซิโอ ซาร์รี ยอดกุนซือมากุมบังเหียน ซึ่งแน่นอนว่าหากผนึกกำลังกับนักเตะเดิมอย่างคริสเตียโน โรนัลโด, จอร์โจ คิเอลลินี, ซามี เคดิรา, แบลตต์ มาตุยดี, เปาโล ดิบาลา ดั๊กลาส คอสตา ได้อย่างลงตัวแล้วละก็ ทีมม้าลายทีมนี้คงวิ่งฉิวเข้าวินได้แทบทุกรายการ

ยูเวนตุส 2019/2020 ตั้งเป้าไว้ที่อะไร ในเมื่อได้แชมป์เซเรียอาจนเบื่อ

ตลอด 8 ฤดูกาลที่ผ่านมานับแต่ฤดูกาล 2011/2012 ไม่มีทีมใดในอิตาลีเบียดยูเวนตุสแย่งแชมป์เซเรียอาไปครองได้เลยก็จริง แต่ในเวทีระดับนานาชาติคงต้องย้อนความสำเร็จไปไกลเมื่อฤดูกาล 1995/1996 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ยูเวนตุสได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ เพราะหลังจากนั้นพวกเขาทำได้เพียงเข้าชิงและเป็นพระรองถึง 5 ครั้ง การเป็นสุดยอดในอิตาลีจึงเป็นเหมือนของตายที่อาจทำให้ทีมขาดความท้าทาย การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และท้าทายกว่าอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกจึงน่าจะสร้างแรงกระตุ้นให้กับนักเตะ และแฟนบอลได้มากขึ้น เพื่อทวงความยิ่งใหญ่ระดับยุโรปที่รอคอยมากว่า 24 ปี

สัญญาณที่บ่งบอกว่ายูเวนตุสเอาจริงแน่ในถ้วยใหญ่ยุโรปถือเป็นงานหนักสำหรับทุกทีมที่จะต้องโคจรมาเจอยอดทีมจากเมืองตูริน แต่ก็ถือว่าไม่ใช่งานง่ายของยูเวนตุสเช่นกัน เพราะทุกทีมต่างมีศักยภาพไม่ย่อหย่อน อีกทั้งฟุตบอลถ้วยที่มีเกมเหย้า-เกมเยือนให้ตัดสินกัน 2  นัดก็มักเกิดปาฏิหาริย์ได้อยู่เสมอ ตัวอย่างที่ไม่ไกลดังฤดูกาลที่ผ่านมา อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมคือทีมที่เขี่ยพวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายทั้งที่ไอ้ม้าลายกำความได้เปรียบในนัดแรกด้วยประตูนอกบ้าน แต่กลับตกม้าตายพ่ายแพ้ในบ้านตัวเอง ดังนั้น นอกเหนือไปจากสภาพทีมที่ลงตัวแล้ว ความมุ่งมั่นและความละเอียดในการเล่นรวมทั้งความไม่ประมาท น่าจะส่งให้ยูเวนตุสไปได้ไกลในเวทียุโรปจนอาจถึงแชมป์ที่รอคอยมานาน

ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2019/2020 ปลายทางของสโมสรยุโรปที่ต้องการปิดม่านด้วยถ้วยหูโต

บรรดาลีกฟุตบอลยุโรปต่างทยอยเปิดม่านฟาดแข้งกันอย่างคึกคัก ไล่เรียงไปตั้งแต่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่เปิดตัวไปก่อนใคร ตามมาด้วยบุนเดสลีกา เยอรมนี, ลาลีกา สเปน และกัลป์โซ เซเรีย อา อิตาลี ตามลำดับ ซึ่งทีมใหญ่ของแต่ละลีกต่างก็พยายามเสริมและปรับปรุงทีมเพื่อให้พร้อมต่อสู้แย่งชิงถ้วยที่มีความสำคัญสูงสุดของแต่ละลีก รวมไปถึงการเตรียมทีมที่ต้องพร้อมสู้ศึกกับบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ต่างลีกในฟุตบอลรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่อาจดูเป็นงานยากกว่าการที่ทีมใหญ่จะคว้าแชมป์ลีกภายในประเทศเสียอีก แต่นั่นก็คือปลายทางที่ทุกทีมต้องการพิสูจน์ความเป็นเจ้ายุโรป

พาเหรดสุดยอดสโมสรยุโรป การโม่แข้งระดับทวีปของบิ๊กทีมลีกดัง

อันที่จริงเมื่อทุกลีกในยุโรปเริ่มปิดฉากลงหลังทราบว่าใครเป็นแชมป์เมื่อฤดูกาล 2018/2019 แฟนบอลก็คงพอมองเห็นเค้ารางของเส้นทางการก้าวไปสู่แชมป์ถ้วยหูโตกันบ้างแล้ว จากค่าสัมประสิทธิ์ผลงานโดยรวมของสโมสรแต่ละประเทศทำให้เราได้เห็นตัวเต็งจากประเทศต่าง ๆ ที่จะมีชื่อไปปรากฏอยู่ในโถเพื่อจับสลากในรอบแบ่งกลุ่ม โดยจะมีทีมจากอังกฤษ 4 ทีม คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล,

สเปอร์ และเชลซี ทีมจากอิตาลี 4 ทีม คือ ยูเวนตุส, นาโปลี, อินเตอร์ มิลาน และอตาลันตา ทีมจากสเปน 4 ทีม คือ บาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด,แอตเลติโก มาดริด และบาเลนเซีย เยอรมนีอีก 4 ทีม ได้แก่ บาเยิร์น มิวนิค, โบรุสเซีย ดอร์ทมุน, แอร์เบ ไลป์ซิก และไบเออ เลเวอร์คูเซน ส่วนฝรั่งเศสได้โควตา 3 ทีม โดยลียงจะต้องไปเล่นในรอบคัดเลือกเสียก่อน ปล่อยให้ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และลีลล์ เข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ก่อน 2 ทีม

จากชื่อทีมที่การันตีการเข้ารอบแบ่งกลุ่มที่พาเหรดทีมดังจากลีกระดับท็อปของยุโรปไว้อย่างคับคั่ง บรรดาแฟน ๆ ของแต่ละทีมต่างก็ต้องลุ้นกันว่าทีมรักของตนจะถูกจับไปเป็นทีมวางในโถใดเพื่อจับสลากแบ่งสายสู่รอบแบ่งกลุ่ม สำหรับปีนี้ทีมเต็งในโถที่ 1 ซึ่งจะเป็นตัวยืนของแต่ละสายประกอบด้วย ลิเวอร์พูล, แมนเชลเตอร์ ซิตี้, ยูเวนตุส, บาเยิร์น มิวนิค, บาร์เซโลนา, เชลซี, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนทีมใหญ่ที่หล่นไปอยู่ในโถที่ 2 ก็ได้แก่เรอัล มาดริด, สเปอร์ และดอร์ทมุนด์ หรือแม้แต่ในโถที่ 3 ก็ยังมีทีมอย่างอินเตอร์ มิลาน และบาเลนเซีย ที่ชื่อชั้นไม่ต่างจากสโมสรในสองโถแรกสักเท่าไร

เส้นทางที่มีความเป็นไปได้ กลุ่มแห่งความตายที่อาจเขี่ยทีมใหญ่ให้ตกรอบ

ความสนุกของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก มักจะเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งในรอบแบ่งกลุ่มเสียด้วยซ้ำ นั่นเพราะการจับสลากที่ชวนให้แฟนบอลลุ้นกันว่าทีมที่เชียร์จะจับพลัดจับผลูไปตกอยู่ในกลุ่มที่มีแต่บรรดาบี๊กทีม หรือที่เรียกว่ากรุ๊ป ออฟ เดธ หรือไม่ เพราะนั่นย่อมเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ทีมจะต้องปลิวตกรอบแบ่งกลุ่มไปก่อนใครได้อย่างไม่อยาก และต้องรอลุ้นกันต่อไปว่ายูฟ่าจะประกาศวันจับสลากแบ่งกลุ่มเมื่อใด

หากลองมาดูกันเล่น ๆ ถึงความเป็นไปได้สำหรับฤดูกาล 2019/2020 ย่อมมีโอกาสสูงมากที่จะมีกรุ๊ป ออฟ เดธได้ 2-3 กลุ่มเลยทีเดียว เพราะหากลียงผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จก็จะถูกจับไปอยู่ในโถที่ 3 อย่างแน่นอน คิดง่าย ๆ ว่าหากทีมอย่างอินเตอร์ มิลาน ซึ่งอยู่โถ 3 ต้องถูกจับไปอยู่กับทีมโถ 2 อย่างเรอัล มาดริด และเจอทีมในโถ 1 ทีมใดก็ได้ที่ไม่ใช่เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก หรือลียง ถูกจับไปอยู่สายเดียวกับดอร์ทมุนด์ และบรรดาทีมในโถที่ 1 จะเห็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ดังนั้น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2019/2020 จึงน่าจะเป็นฤดูกาลหนึ่งที่เข้มข้นชวนให้ลุ้นกันยาว ๆ ว่าใครจะได้ครองถ้วยหูโตในท้ายที่สุด 

อาร์เซนอล สุดยอดทีมที่กลับคืนสู่สามัญด้วยวัฏจักรและความเปลี่ยนแปลงของโลกฟุตบอล

ปลายยุค 90 ถือเป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของอาร์เซนอลยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนอย่างแท้จริง ไอ้ปืนใหญ่คือทีมที่เล่นบอลได้อย่างสวยงามลงตัวทุกตำแหน่งตั้งแต่กองหน้าจนถึงผู้รักษาประตู ผู้จัดการทีมและนักเตะทุกคนล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้สโมสร แต่วัฏจักรของทุกสิ่งบนโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเมื่อถึงจุดสูงสุดก็จำเป็นต้องกลับคืนสู่สามัญดังเช่นอาร์เซนอลในทุกวันนี้ที่ยังคงพยายามตามหาร่องรอยความสำเร็จอย่างในอดีต

เวนเกอร์ ชายผู้สร้างปืนใหญ่ที่ไร้เทียมทานภายใต้ข้อจำกัดแบบนักธุรกิจ

อาร์แซน เวนเกอร์ คือ ยอดกุนซือที่ดลบันดาลความสำเร็จให้ทีมไอ้ปืนใหญ่อย่างมากมายที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ของสโมสรเคยมีมา เขาพลิกโฉมจากทีมที่เล่นบอลสไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิมโยนจากด้านข้างอาศัยกองหน้าร่างใหญ่ทำประตูด้วยลูกกลางอากาศ และเน้นผลการแข่งขันที่ไม่สนใจความสนุกสนานสวยงามของเกมฟุตบอล ให้กลายเป็นทีมที่เล่นบอลบนพื้นเป็นส่วนใหญ่การเจาะหาช่องด้วยการทำชิ่งอย่างสวยงามและบดขยี้คู่แข่งไปเรื่อยจนกว่าเสียงนกหวีดจะดังขึ้นทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นทีมที่เล่นบอลได้สนุก สวยงาม และไร้เทียมทานดังขุนพลในชุดไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003/2004 นั่นเอง

เอกลักษณ์ของอาร์เซนอลในทุกยุคสมัยคือการไม่ทุ่มซื้อนักเตะจนเกินไปเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเงินที่มีสมดุลในมุมมองของนักธุรกิจ แม้ในยุคเวนเกอร์ที่สร้างทีมจนเกรียงไกรก็ไม่เว้น แม้อาร์เซนอลจะประสบความสำเร็จมากมายแต่เวนเกอร์เลือกซื้อนักเตะเท่าที่จำเป็นเสริมเข้าสู่ทีมแบบค่อยเป็นค่อยไปส่วนมากก็ไม่ใช่ระดับดาวดังราคาสูงจนเกินไป หากแต่ความเฉียบแหลมของยอดกุนซือเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเสาะหานักเตะที่เหมาะสมกับระบบของทีมจนปลุกปั้นให้ผู้เล่นทุกคนเล่นผสานกันได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ

ความหวังที่ปลายอุโมงค์ กับการสร้างทีมเพื่อลุ้นแชมป์ตามแบบอูไน เอเมรี

สภาพการแข่งขันในตลาดนักเตะที่ดุเดือดจนราคาพุ่งไปไกลเกินจริงหากเทียบกับในอดีต แต่รูปแบบการบริหารธุรกิจของอาร์เซนอลยังคงเดิม อีกทั้งนักเตะที่ทีมสร้างจนเป็นสตาร์ก็ถูกปล่อยออกด้วยเหตุผลทางธุรกิจเป็นสำคัญ เวนเกอร์จึงทำได้เพียงประคองให้สโมสรเกาะกลุ่มอยู่ในอันดับท็อปโฟร์และห่างไกลคำว่าลุ้นแชมป์เรื่อยมาจนในที่สุดการหันหลังให้สโมสรจึงเป็นทางออกของทุกฝ่าย อูไน เอเมรี จึงถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อกอบกู้ความยิ่งใหญ่นั้นกลับมาให้กับสโมสร

เมื่อดูจากฤดูกาลแรกของเอเมรีแล้ว คงเป็นเรื่องหนักใจสำหรับกองเชียร์ด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะจุดอ่อนของอาร์เซนอลมีหลายจุดที่ต้องปรับจูน เกมรุกที่ดูมีทรงบอลที่ดุดันสวยงามอาจไม่ต่างจากยุคเวนเกอร์เท่าไร แตกต่างจากเกมรับที่ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ใช่ได้นับแต่ยุคสมัยขุนพลไร้พ่ายที่มีทั้ง โซล แคมป์เบลล์ และโคโล ตูเร เป็นคู่เซ็นเตอร์ และมีปาทริค วิเอรา คอยปัดกวาดเป็นกลางตัวรับ การเสริมทีมในฤดูกาลที่ 2 ของเอเมรีจึงน่าจับตามองว่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ ตลาดนักเตะสำหรับทีมในพรีเมียร์ลีกปิดตัวลงไปเมื่อ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ปืนใหญ่ถือว่าเสริมทีมได้น่าสนใจ ได้ทั้งดาวิด ลุยซ์ และคีแรน เทียร์นีย์ มาเสริมความแน่นให้แผงหลัง อีกทั้งการยืมตัวดานี เซบายอส ก็คงทำให้แผงกลางมีมิติขึ้นทั้งรุกและรับ รวมถึงปีกตัวจี๊ดอย่างนิโกลาส์ เปเป้ ที่ทุ่มซื้อเป็นสถิติสโมสรก็น่าจะทำให้แฟนบอลปืนใหญ่มีความหวังที่จะได้เห็นทีมมีโอกาสอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ได้มากกว่าหลายฤดูกาลที่ผ่านมา

ซูเอา เฟลิกซ์ ชื่อนี้ที่คุณต้องรู้จัก ดาวรุ่งแห่งวงการที่มีมูลค่า 126 ล้านยูโร

หากให้นึกชื่อดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการฟุตบอลในยุคนี้ก็คงต้องนึกถึงชื่อ คีลิยัน เอมบัปเป เป็นอันดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่เพียงตลาดนักเตะที่ผ่านมากลับมีชื่อนักฟุตบอลดาวรุ่งอีกหนึ่งคนที่สร้างความฉงนสงสัยให้กับคอกีฬาฟุตบอลทั่วโลกว่าไอ้เด็กหนุ่มคนนี้มันเป็นใครเหตุใดทีมใหญ่จึงรุมแย่งตัวมีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน และท้ายที่สุดก็เป็นแอตเลติโก มาดริด ที่ตกลงปลงใจส่งสินสอดให้เบนฟิกาเชยชมด้วยมูลค่า 126 ล้านยูโร แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง ซูเอา เฟลิกซ์ เด็กหนุ่มสัญชาติโปรตุกีสนั่นเอง

วันเดอร์คิด สุดยอดเด็กเทพที่ควรค่าแก่การลงทุนเพื่ออนาคตหรือไม่…?

 เด็กหนุ่มวัย 19 กะรัต ผู้มีเท้าขวาอันเฉียบคมเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนของทีมเอฟซี ปอร์โต ก่อนจะย้ายมาอยู่กับเบนฟิกาในทีมชุด U17 แบบไม่มีค่าตัวเนื่องจากหมดสัญญา ซึ่งเป็นที่เบนฟิกานี่เองที่หล่อหลอมและให้โอกาสเขาจนกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามอง จากนักเตะเยาวชนชุด U17 ก้าวขึ้นสู่ชุด U19 และชุดเบนฟิกา B ตามลำดับ ก่อนจะขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2018 โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้เฟลิกซ์ใช้เวลาเพียง 3 ปีสำหรับการก้าวกระโดดแซงหน้าเด็กรุ่นเดียวกันและกลายเป็นกำลังหลักของเบนฟิกาสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลีกโปรตุเกสไปในทันที

ความสุดยอดในฝีเท้าของกระทาชายนายเฟลิกซ์ถึงขั้นถูกยกเอาไปเปรียบเทียบว่ามีความละม้ายคล้ายริคาร์โด กาก้า อดีตสตาร์ทีมชาติบราซิล ด้วยสไตล์การเล่นและความฉลาดเป็นกรดเมื่ออยู่ในสนาม การที่แอตเลติโก มาดริดคว้าเขามาครองด้วยราคาอันสุดแสนสะพรึงหากจะบอกว่าเขาเป็นรองเพียงเนย์มาร์ และเอมบัปเปเท่านั้น หรือก็หมายถึงราคาค่าตัวสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก กับการพิสูจน์ตัวเองในลีกสูงสุดแดนฝอยทองเพียงฤดูกาลเดียวที่อาจดูเสี่ยงจะขาดทุนย่อยยับหากผลงานของเขาสวนทางกับราคาก็เป็นได้ นั่นเพราะการค้าแข้งในลีกที่เข้มข้นระดับลาลีกย่อมไม่ธรรมดา คำตอบนั้นอยู่ที่ว่าแอตเลติโก มาดริดจะเลือกใช้งานเขาแบบไหน การเสียอองตวน กรีซมันน์ไปให้บาร์เซโลนาย่อมทำให้ทีมตราหมีมองหานักเตะระดับพรสวรรค์เพื่อแทนที่ และการทุ่มซื้อเฟลิกซ์ด้วยราคาขนาดนี้ก็คงคาดหวังให้มาช่วยยกระดับของทีมแทนกรีซมันน์ แต่การใช้งานนักเตะในช่วงวัยทีนที่ยังเสริมกระดูกไม่แข็งพอมาเป็นตัวหลักก็อาจส่งผลในทางลบกับทั้งสโมสรและตัวนักเตะเองในระยะยาว

ผลงานไฉไลในปรีซีซัน เค้าลางที่ดีสำหรับการเริ่มต้นที่แอตเลติโก มาดริด

จากความกังวลของแฟนทีมตราหมีว่าการซื้อซูเอา เฟลิกซ์ จะคุ้มค่าหรือไม่เพราะราคาขนาดนี้หากจะไปเลือกเอาสตาร์ดังสักคนที่ชั่วโมงบินสูงกว่าย่อมเป็นไปได้ และน่าจะสร้างความมั่นใจได้มากกว่าเป็นไหน ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ฉายแววความเป็นอัจฉริยะนักเตะให้แฟน ๆ ได้เห็นในช่วงปรีซีซันทั้งยิงทั้งจ่ายแบบถล่มทลาย อีกทั้งแววตาและคาแรคเตอร์ในสนามก็แสดงให้เห็นชัดว่าเขามีความพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์อันเป็นคุณลักษณะของสุดยอดนักเตะที่พึงมี

หากเฟลิกซ์แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวก็จะทำให้เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าสุด ๆ ของแอตเลติโก มาดริด ในทางกลับกันทีมที่เสียดายสุด ๆ คงไม่พ้นเอฟซี ปอร์โต ทั้งที่เป็นผู้เริ่มบ่มเพาะเฟลิกซ์มากว่า 7 ปี แต่กลับปล่อยเพชรในมือออกไปโดยที่ยังไม่ได้เจียระไนให้ดีเพียงเพราะเหตุผลที่ว่าเขาดูบอบบางเกินไปสำหรับฟุตบอล

โรเมลู ลูกากู ยอดกองหน้าตัวเป้า ความเสี่ยงที่อาจคุ้มค่าสำหรับอินเตอร์มิลาน

ตลาดซื้อขายนักฟุตบอลได้ปิดตัวลงไปแล้ว การเสริมทีมด้วยนักฟุตบอลฝีเท้าดีของทุกสโมสรจึงสิ้นสุดลงจนกว่าจะถึงตลาดฤดูหนาวต้นปี 2020 และหนึ่งในการซื้อขายที่กินเวลานานนับแต่เริ่มเปิดตลาด มีข่าวที่ถูกนำเสนอทั้งที่มีแนวโน้มว่าจะย้ายแน่ และอาจไม่ได้ย้ายอยู่ไม่เว้นวัน แต่ท้ายที่สุดการย้ายก็เกิดขึ้นในวันท้าย ๆ ก่อนตลาดจะปิดตัวลง เป็นผลสรุปที่น่าจะพึงพอใจกับทุกฝ่าย หนึ่งในดีลที่น่าสนใจด้วยมุมมองที่หลากหลายจากผู้สันทัดกรณีว่าคุ้มค่าหรือไม่ นั่นคือ ดีลของกองหน้าร่างยักษ์ โรเมลู ลูกากู

เส้นทางนักเตะอาชีพที่ไม่เรียบหรูแต่มากด้วยความทรงจำของชายที่ชื่อลูกากู

                โรเมลู ลูกากู ถือสัญชาติเบลเจียน และติดทีมชาติในทีมเยาวชนตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 15 ปี, 18 ปี และ 21 ปี ตามลำดับก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่ด้วยอายุยังไม่ถึง 20 ปีเสียด้วยซ้ำ ลูกากูมีพื้นฐานในครอบครัวที่มีฐานะยากจนเริ่มเล่นฟุตบอลด้วยแรงบันดาลใจของผู้เป็นพ่อซึ่งเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ด้วยรูปร่างใหญ่โตเกินเด็กในวัยเดียวกันทั้งพละกำลังและไหวพริบในการจบสกอร์ทำให้เขาก้าวเข้าสู่สโมสรเยาวชนอันเดอร์เลชท์ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่ของลีกเบลเยียม และสามารถก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น นั่นนับเป็นก้าวแรกของเส้นทางการเป็นนักเตะอาชีพของโรเมลู ลูกากู

การย้ายทีมของโรเมลู ลูกากู จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปสู่อินเตอร์ มิลาน ถือเป็นการย้ายออกนอกอังกฤษครั้งแรกของเขา เพราะนับตั้งแต่ก้าวสู่การเป็นนักเตะอาชีพ ลูกากูก็ได้รับความสนใจจากยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษอย่างเชลซี แต่น่าเสียดายที่เชลซีในวันนั้นมีกองหน้าชั้นยอดอย่างดร็อกบา ซึ่งยากเกินกว่าที่นักเตะดาวรุ่งอย่างเขาจะสอดแทรกขึ้นไปได้ หากแต่การย้ายไปสู่ทีมฝั่งเมอร์ซีไซด์อย่างเอฟเวอร์ตันกลับทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดในพรีเมียร์ลีกขณะนั้น และแน่นอนว่าด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงบวกกับอายุเพียง 20 ปีต้น ๆ ย่อมทำให้มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขณะนั้นยอมทุ่มเงิน 75 ล้านปอนด์คว้าตัวเขามาเพื่อเป็นตัวความหวังแดนหน้าในการนำพาความสำเร็จกลับมาสู่โอลด์แทรฟฟอร์ด หากแต่ความจริงช่างเล่นตลก เพราะแม้ว่าลูกากูจะทำผลงานได้ดีไม่น้อยสำหรับตำแหน่งกองหน้า แต่ภาพรวมของทีมที่กระท่อนกระแท่นทำแต้มหลุดมือเป็นประจำกับทีมเล็กทีมน้อย ค่าตัวระดับ 75 ล้านปอนด์จึงย้อนมาทำร้ายเขาด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลที่ต้องการเห็นเขาถล่มประตูช่วยทีมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาที่ต่อเนื่องมาจนยุคของโอเล กุนนาร์ โซลชา ไฟในตัวของลูกากูดูเหมือนจะมอดลงด้วยฟอร์มในสนามที่ขาดความดุดันมุ่งมั่น การขายเขาออกไปหาความท้าทายใหม่ยังต่างแดนด้วยราคา 73.9 ล้านปอนด์ จึงน่าจะเป็นทางออกที่สมประโยชน์กับทุกฝ่าย

จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของทีมงูใหญ่ที่อาจพาสโมสรกลับมาทวงความยิ่งใหญ่

                การกลับคืนสู่เวทียุโรปของทีมอินเตอร์ มิลาน เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้สโมสรต้องเร่งเดินหน้าเพื่อสร้างทีมให้แข็งแกร่ง เริ่มตั้งแต่ผู้จัดการทีมซึ่งได้อันโตนิโอ คอนเต้มารับหน้าที่กุมบังเหียน และตามมาด้วยการจับจ่ายในตลาดนักเตะอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเพื่อผนวกกำลังกับทีมชุดเดิมที่ถือว่าแข็งแกร่งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว การได้โรเมลู ลูกากู ก็น่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมงูใหญ่ได้เป็นอย่างมาก

เซเรีย อา จัดว่าเป็นลีกที่เล่นบอลเชิงระบบ มีสปีดของเกมช้ากว่าพรีเมียร์ลีกพอสมควร อีกทั้งการเข้าปะทะก็ไม่ได้หนักหน่วงดุดันเท่า ประสบการณ์นักเตะอาชีพในเวทีพรีเมียร์ลีกจึงน่าจะทำให้ลูกากูฉายแสงความเป็นเพชฌฆาตดาวยิงได้อีกครั้ง และอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้อินเตอร์ มิลานกลับมาต่อกรกับบรรดายอดทีมในแดนมักกะโรนีและทีมในยุโรปอย่างสูสีอีกครั้งก็เป็นได้