ดีน เฮนเดอร์สัน พร้อมหรือยัง กับการแย่งพื้นที่ประตูผี

“เกมรุกจะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์” คือปรัชญาที่บรมกุนซือ อย่างซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเคยได้กล่าวไว้ และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการสร้างเกมรับที่แข็งแกร่ง ก็คือการมีสุดยอดผู้รักษาประตู ไว้ใช้งานสักคนนั้นเอง และมันก็เป็นปัญหาที่ใหญ่พอสมควรกับการจะหาผู้รักษาประตูดี ๆ ที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมอุ่นใจ แต่ก็มีอีกปัญหาหนึ่ง ที่อาจเรียกว่า เป็นปัญหาที่น่ายินดีสำหรับทีม ก็คือการมีผู้รักษาประตูฝีมือดีอยู่พร้อม ๆ กันหลายคนนั่นเอง และทีมหนึ่งที่กำลังเจอกับปัญหาที่น่ายินดีดังกล่าวก็คือ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทัพปีศาจนั้น ถูกยึดครองมาอย่างยาวนานโดย เดบิด เด เกอา สุดยอดนายด่านชาวสเปน ที่ไม่เคยถูกสั่นคลอนมาก่อน ถึงแม้ว่าจะมีคู่แข่งระดับทีมชาติอาร์เจนติน่า อย่างแซร์จิโอ โรเมโร่อยู่อีกหนึ่งคน และเหตุผลหนึ่งก็คือ โรเมโร่ยินดีอย่างยิ่ง ที่จะเป็นตัวสำรองต่อจากเขา ทำให้สถานการณ์การแย่งชิงตำแหน่งมือหนึ่งของทีม ค่อนข้างจะสงบสุข แต่ฟอร์มการเล่นของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ถูกปล่อยตัวออกไปหาประสบการณ์ กับทีมดาบคู่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือน มาถึงเสาโกลในโอลแทร็ฟฟอร์ดอย่างแรงเลยทีเดียว

ดีน เฮนเดอร์สัน เป็นผู้รักษาประตูจากอคาเดมี่ของยูไนเต็ด เขาถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันดึงตัวเข้าสู่ทีมตั้งแต่อายุเพียงแค่ 14 ปี เรียกว่าเป็นเด็กปั้นของทีมขนานแท้เลย ด้วยความที่เขาไม่ชอบที่จะนั่งมองเพื่อนเล่นจากข้างสนาม เขาจึงได้ขอออกไปหาประสบการณ์การเฝ้าเสากับทีมอื่น เมื่อเขาอายุได้เต็ม 18 ปี โดยเขาผ่านการเล่นแบบยืมตัวมาถึง 3 ทีม ทั้งสต็อกปอร์ท กริมสบี้ และชรูวสบิวรี่ ก่อนที่จะได้ย้ายมาเฝ้าเสาให้กับทีมดาบคู่

จนตอนนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในเกมรับของทีมดาบคู่เป็นทีมดาบคู่เป็นที่เรียบร้อย เริ่มจากพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง เมื่อปี 2018-2019 และโชว์ความหนึบอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพาทีมน้องใหม่อย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นมาลุ้นทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรป เกาะอยู่บนครึ่งบนของตารางอย่างเหนียวแน่น เขาช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยเป็นอันดับสอง รองจากทีมลุ้นแชมป์อย่างลิเวอร์พูลทีมเดียวเท่านั้น โดยเสียไป 22 ประตูจาก 27 เกม และยังเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 10 นัดอีกด้วย จนเป็นที่พูดถึงอย่างมากกับอนาคตของเขาในฤดูกาลหน้า 

เรื่องนี้คงต้องตัดสินใจ และวางแผนกันอย่างรอบคอบ ของทั้งฝ่ายสโมสรและตัวนักเตะเอง เพราะถ้าหากเขาเลือกที่จะกลับมาสู้เพื่อแย่งมือหนึ่งกับเด เกอา แน่นอนว่ามันจะต้องมีผู้ชนะเพียงแค่คนเดียว และเฮนเดอร์สันคงไม่มีความสุขกับการเป็นสำรองแน่ ๆ เพราะเขาต้องการการลงเล่น เพื่อก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษด้วย หรือไม่ หากเขาเบียดเด เกอาได้ อีกฝั่งก็คงไม่แฮปปี้กับการนั่งสำรองแน่นอน ฝ่ายที่จะดีใจคงจะเป็นตาอยู่ ที่จ้องจะงาบเด เกอา อย่างมาดริด ซะมากกว่า ทางเลือกนี้จึงน่าจะเร็วไปสำหรับการกลับโอลแทร็ฟฟอร์ดในเวลานี้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ น่าจะเป็นการปล่อยยืมให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดต่อไปอีกหน่อย เพราะถ้าที่นั่นเขาสามารถการันตี ตำแหน่งตัวจริงได้อย่างแน่นอน และยังได้เล่นอยู่ในลีกระดับสูงอย่างพรีเมียร์ลีกอีกด้วย และถ้าเขาสามารถพาทีมคว้าโควตายุโรปได้ ก็ยิ่งจะเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ในเกมระดับทวีปให้เขาได้อีกด้วย แล้วอีกซักหน่อยค่อยกลับโรงละครแห่งความฝัน ก็ยังไม่สาย

ตอนนี้เฮนเดอร์สัน พึ่งจะมีอายุแค่ 23 ปี และยังมีสัญญากับผีแดงจนถึงปี 2022 จึงยังมีเวลาในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเขากับทีม โดยทุก ๆ ฝ่ายในทีมจะต้อง คิดอย่างรอบคอบ เพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด ในการที่จะรักษาและพัฒนานายทวารดาวรุ่งผู้นี้ เพราะเขามีปัจจัยพร้อมทุกอย่าง ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่ง ในตำแหน่งประตูผี ในอนาคตได้อย่างแน่นอน อาจจะก้าวขึ้นไปถึงขั้น ตำนานนายทวารปีศาจแดงคนต่อไปเลยก็ได้

เครดิตภาพ : https://www.sheffieldunited.news/news/report-manchester-united-would-now-want-at-least-30m-for-dean-henderson/

จู้ด เบลลิงแฮม วอนเดอร์คิดจากเบอร์มิงแฮม

ถ้าเด็กวัยรุ่นที่มีอายุยังไม่เต็ม 17 ปี แต่สามารถลงสนามในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ไปถึง 35 นัด ถึงแม้ว่าจะอยู่ในลีกระดับแชมเปี้ยนชิพก็เถอะ เจ้าหนูคนนั้นย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และในฤดูกาล 2019-2020 นี้นี่เอง ที่มีเจ้าหนูคนหนึ่งทำได้ มันจึงทำให้เขาได้รับการจับตามอง จากบรรดายอดทีม จากลีกชั้นนำทั่วยุโรป ที่แข่งกันมาตามจีบทำคะแนน เพื่อล่าลายเซ็นของเจ้าหนูคนนี้ไปร่วมทีม และแฟนฟุตบอลทั่วทุกมุมโลก คงจะรู้จักชื่อของเจ้าหนูคนนี้กันมาพอสมควรแล้ว เขาก็คือ จู้ด เบลลิงแฮม กองกลางเด็กปั้นของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ นั่นเอง

เบลลิงแฮม สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษ นับตั้งแต่การลงสนามครั้งแรกเลยทีเดียว เพราะการลงสนามของเขา มันคือการทำลายสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุด ที่เทรเวอร์ ฟรานซิส สร้างไว้ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ โดยในวันที่เขาลงสนามในเกมลีก คัพกับพอร์ทสมัธนั้น เขามีอายุเพียงแค่ 16 ปี กับอีก 38 วัน น้อยกว่าสถิติเดิม ถึง 101 วันเลยทีเดียว และเขาไม่ได้เพียงแค่ลงมาเล่นเพื่อเก็บสถิติสวยหรูเท่านั้น เมื่อหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาสามารถยึดตำแหน่งตัวหลักในทีมชุดใหญ่ของเบอร์มิงแฮมได้อย่างเหนียวแน่น และลงเล่นไปแล้วถึง 35 เกม ในทุกรายการกับเดอะ บลูส์ กับผลงาน 4 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ อีกด้วย ซึ่งถือว่าเจ้าหนูเบลลิงแฮมสอบผ่านอย่างสวยงามเลย สำหรับเวที เดอะ แชมเปี้ยนชิพอังกฤษ

การเล่นของเบลลิงแฮมนั้น โดดเด่นอย่างมาก เขามีทั้งความกล้าเล่นที่เกินอายุ และทักษะฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม ลักษณะการเล่นดูจะคล้ายคลึงกับ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ค่าตัวแพงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะเป็นการครองบอล การเลี้ยงบอลที่ลื่นไหล หรือการจ่ายบอล เขาทำมันได้ดีมาก ในวัยที่ยังไม่เต็ม 17 ปี มันเป็นคุณสมบัติที่น่าจะพัฒนาต่อยอด ไปสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกได้ในอนาคตได้อย่างไม่ยากเย็น

จนมันดูเหมือนว่าแชมเปี้ยนชิพ จะเล็กเกินไปเสียแล้ว สำหรับเส้นทางการสู่ยอดนักเตะของเขา และสถานการณ์ของเบอร์มิงแฮมเอง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถเลื่อนชั้น ขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ในเร็ววัน เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในโซนล่างของตาราง ทำให้พวกเขาคงจะไม่สามารถรั้งตัว เด็กปั้นรายนี้ไว้ได้ เพราะชื่อของทีมที่ดาหน้ากันเข้ามาจีบเขา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของทีมที่ยากจะปฏิเสธทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแมนยู หรือเชลซีในอังกฤษ หรือดอร์ทมุนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นดาวรุ่ง อีกทั้งยังมียูเวนตุสจากอิตาลี ที่โดดเข้าร่วมวง ในการล่าตัวเขาด้วยอีกคน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถ เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพได้ จนกว่าอายุจะครบ 17 ปี แต่สโมสรเหล่านี้ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่เบอร์มิงแฮม ราว ๆ 30 ล้านปอนด์เลย สำหรับทีมที่อยากได้เขาไปร่วมทีม ถึงจะเป็นจำนวนไม่น้อย และเสี่ยงสูงพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีทีมไหนลดความพยายาม ในการดึงตัวเขา แถมยังมีแต่จะเพิ่มคู่แข่ง มากขึ้นทุกวันอีกด้วย

เรื่องราวที่ผ่านมาของเขา ทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกฮือฮากันมาแล้ว แต่เรื่องราวนับจากนี้ไปของเขา น่าจะทำให้เขาเป็นที่สนใจมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมไหน ที่รับเพชรเม็ดนี้ไปเจียรนัยต่อ จะพาเขาก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ และก้าวไปสู่แบบทดสอบที่ยากขึ้นอีกขั้น เพื่อทดสอบว่าเขา จะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นยอดนักเตะระดับโลก ได้หรือไม่นั่นเอง

เครดิตภาพ : https://www.thesun.co.uk/sport/football/10053206/jude-bellingham-birmingham-manchester-united-transfer/

เอดิสัน คาวานี่ ของฟรี ดีกรีระดับโลก

555 นัด ยิงไป 341 ประตู จากการเล่นในสองลีกชั้นนำ ตลอดเวลา 14 ปีบนแผ่นดินยุโรป นับว่าเป็นผลงานการการันตี ความเป็นดาวถล่มประตูระดับโลกของเขาได้อย่างดี และด้วยอานุภาพการทำลายประตูขนาดนี้ ไม่ว่าทีมไหน ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการตัวเขาไปร่วมทีมอย่างแน่นอน ทำให้เขาอยู่ในขั้นหล่อเลือก(ทีม)ได้ อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ และมันก็ยิ่งทำให้เขาเลือกได้หนักเข้าไปอีก เมื่อถึงตลาดหน้าร้อนที่จะถึงนี้ เขาคนนี้จะสามารถย้ายทีมได้แบบ ฟรี ๆ อีกด้วย แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง เอดิสัน คาวานี่ ศูนย์หน้าชาวอุรุกวัยของ ปารีส แซงต์แชร์กแมง นั่นเอง

ดาวยิงวัย 33 ปีกำลังจะหมดสัญญากับสโมสรต้นสังกัดในหน้าร้อนนี้ หลังอยู่รับใช้สโมสรมานาน 7 ปี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ เขาสามารถระเบิดประตูให้กับทีมไปถึงหลัก 200 ลูกจากการเล่นทุกรายการ พาทีมกวาดถ้วยรางวัลมาอย่างมากมาย ทั้งแชมป์ลีก 5 สมัย บอลถ้วยภายในประเทศอีก 9 ใบ และถ้วยซูเปอร์คัพอีก 4 หน จนเจ้าตัวน่าจะหมดความท้าทายแล้ว บนแผ่นดินฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงได้แจ้งเรื่องไปยังสโมสรต้นสังกัด เพื่อขอย้ายทีมในช่วงหน้าร้อนนี้ หลังจากที่สัญญาของเขากับทีม สิ้นสุดลง

การขอย้ายทีมของคาวานี่ในครั้งนี้ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับทางปารีสอย่างมาก จนทำให้เขาไม่ได้ลงสนามให้กับทีมมากนักในฤดูกาลนี้ โดยหลาย ๆ ครั้งสโมสรออกมาบอกว่าเพื่อรักษาสภาพร่างกายของเขาให้สมบูรณ์ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า มันเกิดจากการขอย้ายทีมของเขานั่นเอง ถึงแม้ว่าปารีสจะไม่สบอารมณ์นัก แต่บรรดาทีมอื่น ๆ ต่างจ้องมาที่เขาตาไม่กระพริบเลยทีเดียว โดยตอนนี้ทีมที่มีข่าวอย่างดึงตัวเขาไปร่วมทีม ก็มีสามทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซีจากเกาะอังกฤษ กับแอตเลติโก้ มาดริด จากสเปน ซึ่งมีข่าวเตรียมสู้กันทุ่มค่าเหนื่อย เพื่อให้คาวานี่ไปช่วยล่าตาข่ายให้ ในฤดูกาลหน้า ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นทีมจากประเทศที่เขายังไม่เคยไปเล่นมาก่อนในอาชีพ เท่ากับว่าทีมเหล่านี้ สามารถตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ของเขาได้ บวกกับค่าเหนื่อยมหาศาลก่อนปลดเกษียณแล้ว มันจึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการย้ายทีมของเขา

ข้อเสียเดียวของคาวานี่ก็คือ อายุของเขาปาเข้าไป 33 ปีแล้วนั่นเอง อายุการใช้เหลือไม่เยอะมาก อาจจะอีกซัก สองถึงสามฤดูกาล แต่ด้วยศักยภาพขนาดคาวานี่ คงไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวอะไรมาก ถ้าเป็นอาหารก็แทบจะไม่ต้องอุ่นเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นทีมที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม จะต้องมีปัญหาในการทำประตู และมีตำแหน่งว่างให้สามารถหย่อนเขาลงเล่นได้ทันที เพื่อให้ได้ประโยชน์จากเขาอย่างสูงสุด เพราะถ้าจะดึงตัวผู้เล่นระดับนี้ เข้ามาเพื่อเป็นอะไหล่สำรองของกองหน้าที่มี คงจะไม่ดีแน่ ๆ เพราะนี่คือกองหน้าระดับโลก และถึงแม้ว่าค่าตัวของเขาจะฟรี แต่เชื่อได้เลยว่า ค่าเหนื่อยที่ต้องจ่ายให้คาวานี่ นั้นมหาศาลอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.the-sun.com/sport/premier-league/325544/chelsea-and-man-utd-transfer-target-edinson-cavani-says-goodbyes-to-psg-team-mates-as-atletico-move-grows-closer/

วิสซาม เบน เยแดร์ ดาวยิงฟอร์มแรงคนใหม่ของโมนาโก

โมนาโก ถือเป็นอีกหนึ่งทีมใหญ่ประจำลีกเอิงฝรั่งเศส ซึ่งพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ที่จะหาหนทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ของตัวเอง หลังจากห่างหายจากมันไปนาน และพวกเขาก็สามารถทำมันสำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อฤดูกาล 2016-2017 เมื่อพวกเขาสามารถเบียดมหาอำนาจแดนน้ำหอม อย่างปารีส แซงต์แชร์กแมง เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้อย่างยิ่งใหญ่ หลังจากห่างหายจากมันไปถึง 16 ปี

แต่หลังจากได้แชมป์แล้ว พวกเขาก็ถูกสัจธรรมแห่งโลกฟุตบอลเล่นงานเข้าอย่างจัง เมื่อพวกเขาไม่สามารถรั้งผู้เล่นคนสำคัญของพวกเขาไว้กับทีมต่อได้ และต้องเสียกำลังสำคัญเหล่านั้นให้กับบรรดาทีมที่มีวรรณะสูงกว่าไป อย่างไร้หนทางที่จะขัดขืน ไม่ว่าจะเป็นฟาบินโญ่ที่ย้ายไปลุ้นแชมป์กับลิเวอร์พูล บากาโยโก้ย้ายไปเชลซี เบนจาแมง เมนดี้ และแบร์นาโด้ ซิลวาไปแมนซิตี้ โตมาส์ เลอร์มาร์ไปแอตฯ มาดริด และที่สำคัญที่สุดเลยคือการเสีย คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หัวหอกคนสำคัญไปให้กับคู่อริตัวฉกาจ อย่างปารีส แซงต์แชร์กแมง ทำให้พวกเขาค่อย ๆ กลับสู่จุดตกต่ำอีกครั้งในเวลาไม่นาน

และเมื่อต้นฤดูกาล 2019-2020 ที่ผ่านมานี้ พวกเขาได้ทำการเสริมทัพเพื่อการกลับขึ้นมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการดึงตัว วิสซาม เบน เยแดร์ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสจากเซบีญ่า กลับมาล่าตาข่ายในลีกบ้านเกิดอีกครั้ง ด้วยค่าตัวสูงถึง 40 ล้านยูโร โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นในลีกเอิงมาแล้วถึง 156 นัดกับตูลูส และฝากผลงานไว้ที่นั่นถึง 63 ประตู ทำให้เขาคุ้นเคยกับลีกเมืองน้ำหอมอย่างดี และเขาก็ไม่ทำให้แฟน ๆ โมนาโกต้องผิดหวัง เพราะด้วยความที่ไม่ต้องการเวลาปรับตัวอะไรมาก เขาสามารถทำผลงานได้อย่างดีแม้จะเป็นปีแรก โดยเขาลงสนามช่วยทีมไปแล้ว 31 นัดในทุกรายการ กับผลงาน 19 ประตู กับ 9 แอสซิสต์ ทำให้เขาก้าวขึ้นไปเบียดแย่งตำแหน่งดาวซัลโวของลีก กับอดีตดาวยิงของทีมอย่างเอ็มบั๊ปเป้ได้อย่างสนุกสูสี โดยตอนนี้พวกเขายิงได้เท่ากันอยู่ที่ 18 ประตู ยังมีลุ้นกันยาว ๆ เลย สำหรับรองเท้าทองคำปีนี้

ถึงแม้ว่าฟอร์มของโมนาโกจะยังไม่แน่นอนนัก โดยในปีนี้พวกเขาปักหลักอยู่แถว ๆ กลางตารางซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องนับว่าพวกเขาเริ่มที่จะเสริมทัพได้ดีมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะการดึงตัวเบน เยแดร์กลับลีกเอิงอีกครั้งนั้น มันช่วยยกระดับเกมรุกของทีมได้ดีมาก ทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ของเขา น่าจะช่วยเป็นแกนหลัก ในการสร้างทีมให้โมนาโกได้อย่างดี การเล่นของเขามีประโยชน์กับทีมอย่างมาก ทั้งความเคลื่อนที่และการจบสกอร์ มันสามารถสร้างปัญหาให้คู้แข่งได้เสมอ

มันอาจต้องใช้เวลาอีกซักหน่อย ในการที่จะกลับขึ้นมาของโมนาโก แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ได้ค้นพบ ผู้เล่นฝีเท้าดีอีกคนหนึ่ง ที่จะมาช่วยยกระดับของทีม ที่เหลือหลังจากนี้ก็คือ พวกเขาจะต้องหาเพื่อนร่วมทีมศักยภาพสูงมาช่วยเขา และที่สำคัญจะต้องรักษา ทีมที่สร้างขึ้นมาใหม่ไว้ให้ได้ อย่าให้ประวัติศาสตร์ทีมแตกเหมือนครั้งที่แล้ว ย้อนกลับมาเล่นงานซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ก็แล้วกัน

เครดิตภาพ : https://www.asmonaco.com/en/when-wissam-ben-yedder-does-good/

แอบส่องพลาง ๆ ระหว่างรอกับฟอร์ม บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป้าหมายใหม่ผีแดง

เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มกำลังลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่ในขณะนี้ ต้องการเพิ่มมิติในเกมรุกให้กับทีม เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เมื่อทีมเจอคู่แข็งที่มาเปิดหน้าสู้ และมีพื้นที่ให้พวกเขาโต้กลับ พวกเขามักจะทำได้ดีเสมอแม้แต่กับทีมใหญ่ ๆ กลับกับเมื่อเจอทีมเล็กที่ตั้งรับลึกไม่มีพื้นที่ให้เล่น พวกเขากลับหมดมุกที่จะเจาะเข้าไปทำประตูซะเฉย ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการที่จะเพิ่มแนวรุก ที่จะพาบอลทะลุทะลวงแนวรับคู่ต่อสู้เข้าไปทำประตู ในเกมแบบนี้ ทั้งการพาบอลไปเองและการจ่ายบอลให้กับเพื่อนร่วมทีม และคนที่เป็นข่าวกับทีมอย่างหนาหูในตอนนี้คงนี้ไม่พ้นชื่อของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และวันนี้เราจะมาดูกันว่าเขาเป็นใคร และมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะเข้ากอบกู้สถานการณ์ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด

                บรูโน่ มิเกล บอร์เกส แฟร์นันด์ส เกิดเมื่อ 8 กันยายน 2537 (อายุ 25 ปี) สัญชาติโปรตุเกส เป็นผู้เล่นในตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรุก ไปกับลูกบอลได้ดี จ่ายบอลได้คมกริบ และที่สำคัญเขาทำประตูได้ดีพอ ๆ กับกองหน้าธรรมชาติเลยด้วย แถมยังยืนตำแหน่งได้ทุกตำแหน่งบนแผงมิดฟิลด์ และผ่านประสบการณ์มาพอสมควร

                เขาเริ่มต้นกับการลงเล่นในเซเรีย บีกับ ทีมโนวาราด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่ก็สร้างความประหลาดใจไปทั่วทั้งเว็บ VWIN เพราะเขาใช้เวลาแค่ปีเดียวพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้เล่นซีเรีย อา กับทีม เมื่อถูกทีมที่ใหญ่กว่าอย่างอูดิเนเซ่ ดึงตัวไปร่วมทีม และเขาเล่นให้อูดิเนเซ่ไปถึง 86 นัดและทำไป 10 ประตู ก่อนจะย้ายไปอยู่กับซามพ์โดเรียด้วยฟอร์มโดเด่นกับทัพ ลา ซามพ์ ทำให้ลงเล่นได้เพียงปีเดียวก็โดนสปอร์ตติ้ง ลิสบอน ดึงตัวเขากลับโปรตุเกสอีกครั้ง

                และดูเหมือนว่าแผ่นดินโปรตุเกส จะแคบเกินไปสำหรับเขา เมื่อฤดูกาลล่าสุดเขายิงไปถึง 32 ประตู จากการลงเล่น 53 นัดรวมทุกรายการ ทำให้ทีมใหญ่ตาจ้องจะฉกเขาตาเป็นมัน โดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ต้องการได้เขามาเพิ่มเขี้ยวเล็บให้แผงเกมรุกของพวกเขา เพราะมิดฟิลด์ที่มี รวมถึงการเจ็บของ ปอล ป็อกบา ทำให้ไม่สามารถคาดหวังกับแผงมิดฟิลด์ได้ซักเท่าไหร่ แต่คาดว่าลิสบอนต้องการค่าตัวของแฟร์นันด์สสูงพอสมควร จึงทำให้การเจรจายังไม่คืบหน้าซักเท่าไหร่

                ด้วยค่าตัวที่ลิสบอนตั้งไว้ราว ๆ 65 ล้านปอนด์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มันจะแพงไปหรือไม่กับผู้เล่นที่ยังไม่เคยเจอเกมหนักของพรีเมียร์ ลีก และเมื่อเจอเกมหนักขนาดนั้นเขาจะโชว์ฟอร์มเก่งได้ดีแค่ไหน แต่อย่าลืมว่าถึงแฟร์นันด์สจะไม่เคยผ่านพรีเมียร์ ลีก แต่เขาก็เคยเล่นในลีกใหญ่อย่างกัลโช่ ซีเรีย อา มาแล้วถึง 119 เกม ถึงจะไม่เร็วและหนักเท่าพรีเมียร์ ลีก แต่คุณภาพผู้เล่นก็ล้นแก้วไม่แพ้กัน ดังนั้นเขาน่าจะสอบผ่านได้ไม่ยาก เหลือแค่อย่างเดียว การเจรจาของสองทีมจะจบลงอย่างไร เพราะตอนนี้แฟน ๆ รอการเปลี่ยนแปลงของทีมกันแทบไม่ไหวแล้ว

ส่อง 5 อันดับนักฟุตบอลที่ทำเงินสูงที่สุดจากอินสตาแกรม

อินสตาแกรม หรือ ไอจี เป็นสื่อสังคมออนไลน์ระดับต้น ๆ ของโลก โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน เหล่าคนดังจากหลายวงการมักสร้างแอคเคาท์ของตัวเองเพื่อให้บรรดาแฟนคลับได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ยิ่งมีชื่อเสียงก็ยิ่งมีผู้ติดตามมากตามไปด้วย และด้วยยอดการติดตามนี่เองที่ดึงดูดให้แบรนด์สินค้าชั้นนำลงทุนจ้างเหล่าคนดังให้โพสต์รูปคู่กับสินค้าของตนเพื่อโปรโมทในไอจี โดยเหล่านักฟุตบอลชื่อดังก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น และนี่คือ 5 อันดับนักฟุตบอลที่สร้างรายได้สูงสุดต่อการโพสต์อินสตาแกรม 1 ครั้ง

อันดับที่ 1 : คริสเตียโน่ โรนัลโด้  (IG: @cristiano)

ซุปเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสประสบความสำเร็จทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เป็นแชมป์เมเจอร์ถึง 29 รายการ และได้รับรางวัลส่วนตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบัลลงดอร์ 5 สมัย, นักฟุตบอลของยุโรป 4 สมัย และอีกกว่า 50 รางวัล จนกลายเป็นนักฟุตบอลที่มียอดผู้ติดตามสูงที่สุดถึง 186 ล้านคน โดยสามารถทำรายได้จากการโฆษณาลงไอจีถึงโพสต์ละ 975,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

อันดับที่ 2 : เนย์มาร์ (IG: @neymarjr)

ศูนย์หน้าทีมชาติบราซิล เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ประสบความสำเร็จทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ เขาถูกจับตามองและเปรียบเทียบกับนักเตะระดับตำนานของโลกอย่างเปเล่มาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะสร้างชื่อเป็นของตัวเองได้ ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามไอจีอยู่ที่ 127 ล้านคน และค่าลงโฆษณาโพสต์ละ 722,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

อับดับที่ 3 : ลีโอเนล เมสซี่ (IG: @leomessi)

ศูนย์หน้าลูกหม้อของบาร์เซโลน่า เป็นนักเตะปัจจุบันเพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จจากการลงเล่นให้กับสโมสรเดียว น่าเสียดายที่เขายังไม่อาจช่วยให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดใหญ่คว้าแชมป์เมเจอร์รายการใดได้เลย ขณะนี้เขามีผู้ติดตาม 133 ล้านคน และได้รับค่าจ้างต่อโพสต์อยู่ที่ 628,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

อันดับที่ 4 : เดวิด เบ็คแฮม (IG: @davidbeckham)

อดีตปีกขวาทีมชาติอังกฤษลงเล่นให้ทีมชั้นนำของยุโรปและอเมริกา ทำให้ปัจจุบันเขายังคงได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลก แม้จะแขวนสตั๊ดมากว่า 6 ปีแล้วก็ตาม ด้วยการเป็นนักฟุตบอลที่มีดีทั้งเรื่องฝีเท้าและหน้าตา ทำให้มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 58 ล้านคน และเรียกค่าโฆษณาได้ถึง 357,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อการโพสต์ 1 ครั้ง

อับดับที่ 5 : โรนัลดินโญ่ (IG: @ronaldinho)

อดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิล มีความโดดเด่นทั้งเรื่องฝีเท้า ทรงผม และรอยยิ้ม แถมสมัยเป็นนักเตะยังกวาดรางวัลมามายมากทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ รวมทั้งรางวัลส่วนตัวที่ยาวเป็นหางว่าว ปัจจุบันจึงยังมีแฟนบอลติดตามเขาอยู่ 49 ล้านคน และได้รับค่าโฆษณาต่อครั้งที่โพสต์ 256,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

จากข้อมูลข้างต้น ใช่ว่านักฟุตบอลแต่ละคนจะได้รับค่าโฆษณากันทุกโพสต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ตัวนักเตะได้ทำสัญญาไว้กับสปอนเซอร์แต่ละราย โดยยังต้องคำนึงถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสัญญา และปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย

วิคตอร์ โอซิมเฮน ว่าที่ดาวซัลโวค่าตัวแพงแห่งลีกเอิง

แม้ต้องเสียดาวซัลโวประจำทีมอย่างนิโคลัส เปเป้ ศูนย์หน้าทีมชาติโกตดิวัวร์ (ไอวอรี่โคสต์) ที่ช่วยยิง 23 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้วไปให้กับอาร์เซน่อล ด้วยค่าตัวสูงถึง 79 ล้านยูโร แต่ก็ทำให้ลีลล์ได้โอกาสโชว์ศักยภาพการเป็นนักปั้นมือทองอีกครั้งกับ “วิคตอร์ โอซิมเฮน” ศูนย์หน้าคนใหม่ของทีม

เมื่อปีที่แล้ว วิคตอร์ โอซิมเฮน ทำไปได้ 20 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ ในการลงเล่นให้กับชาร์เลอรัว ทีมในลีกเบลเยี่ยม จนถูกลีลล์ดึงตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 12 ล้านยูโร แล้วศูนย์หน้าทีมชาติไนจีเรียก็ไม่ทำให้ต้นสังกัดใหม่ผิดหวัง เมื่อจัดการยิงคนเดียว 2 ประตูในนัดเปิดฤดูกาล ช่วยให้ทีมเอาชนะน็องต์ไปได้ 2-1 ก่อนจะมายิงอีก 5 ประตู ครองตำแหน่งดาวซัลโวของลีกเอิงหลังจากผ่านไป 9 นัด จนถูกเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของลีกเอิง

โอซิมเฮน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่อีกครั้งในเกมกระชับมิตรกับยูเครน ซึ่งเขาสามารถยิงประตูแรกในทีมชาติชุดใหญ่ได้เสียที หลังจากยิงมาแล้ว 10 ประตูในทีมชาติเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 17 ปี และอีก 3 ประตูสมัยเล่นให้กับทีมชาติเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 20 ปี

ในฟุตบอลยุโรป โอซิมเฮนถูกส่งลงสนามตั้งแต่เกมแรกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ แต่ไม่อาจช่วยอะไรทีมได้มากจนเป็นฝ่ายพ่ายไป 0-3 ก่อนจะมายิงประตูแรกในศึกยุโรปได้จากเกมที่พบกับเชลซีในนัดต่อมา ซึ่งเป็นประตูตีเสมอก่อนที่ลีลล์จะพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2

ปี 2019 จึงถือเป็นปีที่แสนมหัศจรรย์สำหรับศูนย์หน้าดาวรุ่งวัย 20 ปีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการยิง 2 ประตูแรกตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามในลีกเอิง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในลีกใหญ่ของยุโรป, การประเดิมสนามในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างไม่ตื่นกลัว, การยิงประตูแรกใส่ทีมอย่างเชลซี แชมป์ยูโรป้าทีมล่าสุด, การยิงประตูแรกในนามทีมชาติไนจีเรียชุดใหญ่, การครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำลีกเอิง, ตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมและกันยายนของสโมสรลีลล์ และนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของลีกเอิง

ถือเป็นอีกครั้งที่ลีลล์ได้สร้างนักเตะมากฝีมือประดับวงการฟุตบอล หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วกับโยฮัน กาบาย มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส, อิดริสซ่า กานา เกย์ กองกลางตัวรับทีมชาติเซเนกัล, ดิมิทรี ปาเยต มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศส, นิโคลัส เปเป้ ศูนย์หน้าค่าตัวแพง และเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอย่างเอเดน อาซาร์

ต้องรอดูว่าเมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง วิคตอร์ โอซิมเฮน จะไปได้ไกลขนาดไหน เขาจะรักษาตำแหน่งดาวซัลโวประจำลีกเอิงตั้งแต่ต้นจนจบไว้ได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วเขาจะย้ายไปอยู่กับทีมใหญ่ทีมใด เผลอ ๆ การย้ายทีมครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้น อาจมีมูลค่ามากกว่ารุ่นพี่อย่างเปเป้เสียด้วยซ้ำ

ติโบต์ กูร์กตัวส์ อดีตผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของโลกที่ยังหาฟอร์มเก่งของตัวเองไม่เจอ

 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัสกับชีวิตในถิ่นซานติอาโก เบอร์นาบิวของติโบต์ กูร์กตัวส์ เมื่อผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติเบลเยี่ยมยังไม่อาจงัดฟอร์มเก่งเหมือนในฟุตบอลโลก 2018 ออกมาได้เลย นับตั้งแต่ย้ายมาจากเชลซีด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ตั้งแต่เมื่อปีก่อน โดยปีแรกภายใต้เครื่องแบบราชันชุดขาวเขาถูกส่งเฝ้าเสาไปทั้งสิ้น 35 นัด แต่สามารถเก็บคลีนชีตได้เพียง 10 เกม แถมยังถูกส่องตาข่ายจากคู่แข่งไปถึง 48 ประตู จนมาในปีนี้ทั้งที่เพิ่งลงสนามไปเพียง 9 นัด ก็ถูกคู่แข่งยิงไปแล้ว 12 ประตู แถมยังช่วยทีมป้องกันประตูได้เพียง 11 ครั้ง น้อยกว่าจำนวนประตูที่เสียให้คู่แข่งเสียอีก สิ้นลายเจ้าของรางวัล “โกลเด้น โกลฟ” จากฟุตบอลโลก 2018 อย่างหมดรูป

กูร์กตัวส์ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเฝ้าเสาประตูให้กับเชลซีและทีมชาติเบลเยี่ยม โดยเขามีส่วนช่วยให้ทีมสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 2 สมัย ตามด้วยแชมป์เอฟเอคัพ และลีกคัพ อย่างละ 1 สมัย จนได้รางวัลถุงมือทองคำจากพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-17 ด้วยผลงาน 16 คลีนชีต และคว้ารางวัลถุงมือทองคำในศึกฟุตบอลโลก 2018 จากผลงาน 27 เซฟใน 7 เกม ช่วยให้เบลเยี่ยมครองอันดับ 3 ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนั้น ก่อนจะได้รับรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าไปครองอีกรางวัล จนเรอัล มาดริดอดใจไม่ไหวต้องกระชากตัวไปร่วมทีมในที่สุด

การแยกทางของเชลซีกับกูร์กตัวส์นั้นจบไม่สวยสักเท่าไหร่ แม้ผู้รักษาประตูมือหนึ่งจะให้เหตุผลการย้ายทีมครั้งนี้ว่าเพื่อต้องการใช้เวลาร่วมกับลูกทั้ง 2 คนที่อาศัยอยู่ในกรุงมาดริดก็ตาม แต่การไม่เดินทางมารายงานตัวซ้อมกับต้นสังกัดเพื่อบีบให้เกิดการย้ายทีมก็ดูจะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย แถมยังให้สัมภาษณ์ในเชิงว่าเรอัล มาดริด เหนือกว่าอดีตต้นสังกัดอย่างมาก จนได้รับการสาปส่งจากแฟนบอลเชลซีอย่างล้นหลาม

การย้ายร่วมทีมเรอัล มาดริดครั้งนี้นับเป็นการย้ายมาสเปนเป็นหนที่สองของกูร์กตัวส์ หลังจากผู้รักษาประตูชาวเบลเยี่ยมเคยลงเล่นให้กับแอตเลติโก มาดริดด้วยสัญญายืมตัวถึง 3 ซีซั่น โดยสามารถคว้าแชมป์ลาลีกา, แชมป์โคปา เดล เรย์, แชมป์ยูโรป้าลีก และแชมป์ซุปเปอร์ คัพ ได้อย่างละ 1 สมัย เรียกได้ว่ามีประสบการณ์กับฟุตบอลสเปนอย่างโชกโชนทีเดียว จึงน่าแปลกใจไม่น้อยว่าทำไมเขาจึงประสบความล้มเหลวในยามลงเล่นให้อีกทีมร่วมเมืองหลวงของสเปนชนิดที่หน้ามือเป็นหลังมือ ถึงขนาดโดนยิงไปถึง 9 ประตูจากการถูกคู่แข่งยิงตรงกรอบ 14 ครั้งหลังสุด

ต้องรอดูว่าฟลอเรนติโน เปเรซ หัวเรือใหญ่ของราชันชุดขาวจะอดทนกับผู้รักษาประตูที่เขาเลือกมาด้วยตัวเองอีกนานเท่าไหร่ และหากกูร์กตัวส์ยังไม่อาจเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาได้โดยเร็ว ก็มีสิทธิ์ถูกโละทิ้งจากทีมในไม่ช้า เพราะขนาดอิเคร์ กาซิยาส ผู้รักษาประตูระดับตำนานของทีมยังถูกบีบให้ย้ายทีมอย่างไม่ใยดีเมื่อไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

สตีฟ บรู๊ซ กับการคุมทีมในพรีเมียร์ลีก 400 นัดและชัยชนะครั้งแรกเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

นับตั้งแต่เปลี่ยนเส้นทางอาชีพจากนักฟุตบอลมาเป็นผู้จัดการทีม สตีฟ บรู๊ซได้นำทีมต้นสังกัดของเขาปะทะกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาเกือบ 30 นัด ตั้งแต่สมัยที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันยังคุมทีมอยู่ข้างสนาม แต่ก็ไม่เคยเก็บชัยชนะเหนืออดีตต้นสังกัดเมื่อสมัยยังเป็นนักเตะได้เลย จนกระทั้งมาถึงยุคโอเล่ กุนนาร์ โซลชา เขาจึงสามารถพิชิตทีมปีแดงลงได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ฉลองการคุมทีมลงแข่งขันในศึกพรีเมียร์ลีกครบ 400 นัดพอดิบพอดี นับเป็นผู้จัดการทีมคนที่ 7 ที่ทำได้ต่อจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์, แฮร์รี่ เร้ดแนปป์, เดวิด มอยส์, แซม อัลลาร์ไดซ์ และมาร์ค ฮิวจ์ส

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่สตีฟ บรู๊ซ ค้าแข้งอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขามีความทรงจำที่ดีมากมายในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อสามารถเป็นกัปตันทีมคนแรกที่ได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับไบรอัน ร็อบสัน ก่อนนำปีศาจแดงคว้าแชมป์ได้อีก 2 สมัย ภายหลังประกาศแขวนสตั๊ด เขาก็รับงานคุมทีมเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในศึกดิวิชั่น 1 ทันที ก่อนจะย้ายไปคุมฮัดเดอส์ฟิลด์ ทาวน์, วีแกน แอธเลติก, คริสตัน พาเลซ และเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ ทีมที่เขาสามารถพาเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษประเดิมคุมทีมพรีเมียร์ลีกนัดแรกในเกมเปิดฤดูกาล 2002-03 พบกับอาร์เซน่อล และเป็นฝ่ายพ่ายไป 0-2 โดยฤดูกาลแรกบรู๊ซพาทีมลูกโลกจบด้วยอันดับที่ 13 และทำทีมเกาะกลุ่มกลางตารางได้เรื่อยมา จนกระทั้งซีซั่น 2005-06 เบอร์มิ่งแฮมหล่นไปอยู่ในอับดับที่ 18 ตกชั้นไปเล่นในลีกแชมเปี้ยนชิพ แต่ปีต่อมาเขาก็พาทีมกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง ก่อนจะย้ายไปคุมทีมระดับพรีเมียร์ลีกด้วยกันอย่างวีแกนและซันเดอร์แลนด์ แต่หลังจากแยกทางกับทีมแมวดำ สตีฟ บรู๊ซเลือกคุมทีมแชมเปี้ยนชิพอีกครั้งกับฮัลล์ ซิตี้ และเพียงปีเดียวก็ช่วยให้ทีมตราเสือเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่ก็ไม่อาจช่วงให้ทีมยืนระยะบนลีกสูงสุดได้เกิน 2 ปีก็ตกชั้นไปตามสภาพ ก่อนจะเป็นนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดที่เลือกเขาจนได้กลับสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปัจจุบัน

สตีฟ บรู๊ซ เป็นผู้จัดการทีมที่มักให้โอกาสดาวรุ่งอยู่เสมอ นักเตะมีชื่อเสียงหลายคนถูกเขาส่งลงสนามตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นคาเมรอน เจอโรม ศูนย์หน้าชาวอังกฤษ, แอนดรูว์ โรบินสัน แบ็กซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ หรือแม้แต่แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก รวมไปถึงนักเตะรายล่าสุดอย่างแมทธิว ลองสต๊าฟฟ์ ผู้ยิงประตูชัยช่วยให้เจ้านายสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เป็นครั้งแรกในฐานะผู้จัดการทีม

แม้การคว้าชัยเหนือทีมปีศาจแดงจะช่วยให้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ดขยับหนีโซนตกชั้นได้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ถือว่าปลอดภัยเมื่อฤดูกาลยังอีกยาวไกล ที่ผ่านถึงสตีฟ บรู๊ซจะเคยผ่านประสบการณ์ทั้งพาทีมเลื่อนชั้นและทำทีมตกชั้นมาแล้ว แต่ตามสถิติเขาไม่เคยคุมทีมใดแล้วตกชั้นตั้งแต่ฤดูกาลแรก ต้องรอชมว่าท้ายที่สุดแล้วสถิติของเขาจะยังคงความอาถรรพ์และช่วยให้ทีมสาลิกาดงอยู่รอดในพรีเมียร์ต่อไปได้สำเร็จหรือไม่

สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ มิดฟิลด์สายบู๊ที่พร้อมพาปีศาจแดงทะยานไปข้างหน้า

ในช่วงที่ฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดดำดิ่งอย่างน่าใจหาย “สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์” กลับเป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนของทีมที่ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองไว้ได้ เมื่อช่วยทำลายเกมรุกของคู่แข่งก่อนหลุดเข้าเขตอันตรายได้อยู่บ่อยครั้ง แถมยังพาบอลขึ้นหน้าเพื่อสร้างโอกาสทำประตูอยู่เสมอ จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของทีมปีศาจแดงไปครอง

นับตั้งแต่ถูกโชเซ่ มูรินโญ่ดึงขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อฤดูกาล 2016-17 แม็คโทมิเนย์ก็ได้พัฒนาฝีเท้าจนกลายมาเป็นนักเตะสำคัญในยุคของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา และเป็นมิดฟิลด์ตัวเลือกแรกของกุนซือชาวนอร์เวย์ เหนือทั้งเนมานย่า มาติช และเฟร็ด สองมิดฟิลด์รุ่นพี่ กองกลางทีมชาติสกอตแลนด์มีการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม มีการผ่านบอลที่แม่นยำ แถมยังชอบผ่านบอลไปข้างหน้า แทนที่จะเน้นการผ่านบอลออกด้านข้างหรือเน้นคืนหลังเหมือนอย่างที่มาติช และเฟร็ดชอบทำ จนถูกมองว่าเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องที่สุดในทีมปีศาจแดงชุดนี้ และการผ่านบอลไปข้างหน้านี่เองทำให้เขาสร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเกมกับอาร์เซน่อล เมื่อสามารถทำประตูขึ้นนำได้จากการยิงไกลนอกกรอบเขตโทษ นับเป็นประตูที่ 3 ของเขาในเครื่องแบบปีศาจแดง แถมนัดนั้นเขายังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเมื่อมีสถิติการผ่านบอลสำเร็จ 77% เข้าแย่งบอลชนะคู่แข่งได้ 100% เรียกฟาวล์จากคู่แข่งได้ 5 ครั้ง สร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อน 1 ครั้ง มีโอกาสยิง 3 ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 1 ประตู จนได้รางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ไปครองหลังเกม

ด้วยความสูงถึง 193 เซนติเมตร ทำให้แม็คโทมิเนย์โดดเด่นในเรื่องลูกกลางอากาศอย่างมาก และมักเอาชนะการดวลกลางอากาศกับคู่แข่งได้อยู่เสมอ แถมการมีร่างกายที่แข็งแกร่งก็ช่วยให้เขาสามารถเบียดบังบอลได้เป็นอย่างดี ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับให้ปีศาจแดง แต่ก่อนที่จะมีความสูงได้ขนาดนี้ แม็คโทมิเนย์เคยมีความสูงเพียง 167 เซนติเมตรเท่านั้นในสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชนปีศาจแดงชุดอายุต่ำกว่า 18 ปี จนไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามเท่าที่ควร แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ในระยะเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง เขาสามารถเพิ่มความสูงของตัวเองเป็น 193 เซนติเมตรและยึดตำแหน่งตัวจริงได้ในที่สุด

นอกจากจะเป็นยอดนักสู้ แม็คโทมิเนย์ยังเป็นนักเตะที่สามารถเล่นได้ตามที่โค้ชต้องการอีกด้วย อย่างในสมัยที่ยังเล่นให้กับทีมเยาวชน เขามักถูกสั่งให้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าร่วมกับมาร์คัส แรชฟอร์ดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ทำผลงานได้ดีเสียด้วย แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งถนัดก็ตาม

ปัจจุบันแม็คโทมิเนย์ในวัย 22 ปี ยังคงสัญญาระยะยาวกับทีมไปจนถึงปี 2023 และด้วยบุคลิกนักสู้และจิตใจที่สู้ไม่ถอย อันเป็นสิ่งที่แทบไม่ค่อยได้เห็นจากนักเตะปีศาจแดงชุดปัจจุบัน ทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมในอนาคตเลยทีเดียว