จับตาดูเฮอร์ริเคน เมื่อถึงเวลาที่ลมพายุจะเปลี่ยนทิศทาง

ถ้าจะถามหาผู้เล่นกองหน้าอันดับหนึ่ง แห่งเกาะอังกฤษช่วงเวลานี้ คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากแฮร์รี่ เคน ศูนย์หน้าจอมถล่มประตู จากสโมสรไก่เดือยทอง ท็อตแน่ม ฮอต สเปอร์ส อย่างแน่นอน เขาแสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้ประจักษ์ถึงฝีเท้าอันยอดเยี่ยม และศักยภาพในการผลิตสกอร์ ทั้งยังเป็นผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีม ในทั้งระดับชาติ และระดับสโมสรอีกด้วย

เขามีผลงานการยิงประตูที่ยอดเยี่ยม ทั้งในทีมชาติ ที่กดไปถึง 32 ลูกจากการเล่นเพียง 45 เกม และผลงานในลีกก็มีสถิติทำประตูเฉลี่ยสูงกว่า 20 ลูกต่อฤดูกาล หลังจากก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม เรียกว่าชื่อของเขาการันตีการผลิตประตูได้สูงเลยทีเดียว เมื่อเขาเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของทั้งทีมชาติ และระดับสโมสร และคว้ารางวัลส่วนตัวมาอย่างมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังไม่สามารถทำได้ คือการคว้าถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือได้เลยแม้แต่ใบเดียว ย้ำว่า ไม่มีเลยซักใบ แม้ว่าเคนจะระเบิดฟอร์มยิงกระจายแค่ไหน ติดทีมยอดเยี่ยม ได้ดาวซัลโว หรืออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย แต่ก็ไม่สามารถพาทีมก้าวไปสู่จุดหมายได้เลย แม้แต่ครั้งเดียว มันจึงอาจเกิดอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจของเขาก็เป็นได้ เพราะมันเหมือนกับว่าองค์ประกอบของทีมอย่างสเปอร์สไม่สามารถพาเขาไปสู่จุดที่หวังได้ จนเกิดบทสัมภาษณ์ที่ว่า เขามีโอกาสที่จะย้ายออกไป เพื่อหาความสำเร็จกับทีมอื่น หากสโมสรไม่สามารถพัฒนา ตัวเองขึ้นไปสู่ความสำเร็จได้ ถึงแม้ว่าจะรักสเปอร์สมากแค่ไหนก็ตาม นั่นจึงทำเกิดกระแสการย้ายทีมของเขาตามมาทันที ลองมาดูกันว่า ทิศทางของทีมใดที่อาจจะเป็นไปได้ หากเกิดการย้ายทีมขึ้นจริง ๆ

แน่นอนว่าผู้เล่นระดับนี้ ย่อมมีสโมสรใหญ่มากมาย ต่างจ้องมองกันแบบตาไม่กระพริบเลยทีเดียว โดยเราลองมาดูดูสโมสรที่เป็นข่าวกับเขามากที่สุดกันเลยดีกว่า

  • เรอัล มาดริด หลังการจากไปของโรนัลโด้ ทำให้ตอนนี้ดาวยิงที่ทีมราชันพอฝากความหวังได้ ก็มีแค่เบนเซม่าเพียงคนเดียว แถมอายุก็ปาเข้าไป 32 แล้วมาดริดก็คงต้องรีบหาตัวแทนในระยะยาว และแน่นอนว่าศักยภาพของเคน ดีพอที่จะฝากความหวังได้ และแน่นอนว่าที่มาดริดจะมีโอกาสได้ลุ้นแชมป์ในทุก ๆ ปีอย่างไม่ต้องสงสัย พร้อมทั้งมีกำลังสนับสนุน จากผู้เล่นระดับโลกมากมาย
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่รู้กันดีว่า ทีมผีแดงกำลังสร้างทีมเพื่อจะกลับไปสู่จุดสูงสุดของพวกเขาอีกครั้ง และการได้แฮร์รี่ เคนมาร่วมทีม จะเพิ่มศักยภาพเกมรุกได้อีกมาก แต่ถ้าจะมองถึงโอกาสคว้าแชมป์ เชื่อว่าเคนคงต้องรออีกหน่อย แต่ก็พอจะมีความหวังอยู่บ้างแหละ แถมเขาจะเป็นกำลังหลักในแนวรุกอีกด้วย
  • ปารีส แซงต์แชร์กแมง ความร่วงโรยของคาวานี ทำให้ปารีสต้องการต้องการตัวแทนในระดับที่ทัดเทียมกัน และเคนก็มีคุณภาพเพียงพอที่จะทดแทนได้ แถมปารีสก็มีทุนมากพอจะที่จะกระชากตัวเขาไปร่วมทีมได้ไม่ยาก แถมที่นี่สามารถการันตีแชมป์ลีกให้เคนได้ พร้อมทั้งการลุ้นยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกในทุก ๆ ปี กับเพื่อนร่วมทีมระดับโลก

ณ เวลานี้ เขายังอยู่กับสโมสรไก่เดือยทอง ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็สามารถจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และโอกาสประสบความสำเร็จก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะขึ้นชื่อว่ามูรินโญ่แล้ว เครดิตในการการันตีแชมป์ยังเชื่อถือได้ เราต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ว่าทิศทางของลมพายุในครั้งนี้ จะเปลี่ยนทิศไปทางไหน เพราะแค่บทสัมภาษณ์ ยังสั่นสะเทือนโลกฟุตบอลได้ขนาดนี้ หากมีการย้ายทีมขึ้นจริง ๆ มันจะต้องมีแรงสั่นสะเทือนมากกว่านี้ อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/premiereleague/1807494

ชิโร่ อิมโมบิเล่ เมื่อดาวยิงจอมพเนจรหยุดเดินทาง แต่ไม่หยุดพังประตู

นาทีนี้ดาวยิงที่ฟอร์มกระฉูดระเบิดแตกที่สุดในยุโรป คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชื่อของ ดาวยิงชาวอิตาลี ของทีมอินทรีฟ้าขาวลาซิโอ อย่างชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ระเบิดฟอร์มซัดกระจายไปถึง 27 ประตูจากการลงเล่นไปเพียง 26 นัด ขึ้นนำดาวซัลโวแต่เพียงผู้เดียว ทั้งในระดับกัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี และของยุโรป โดยในระดับประเทศมีโรนัลโด้ตามมาห่าง ๆ ที่ 21 ประตู และในระดับยุโรปมีโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงบาเยิร์นมิวนิคตามอยู่ที่ 23 ประตู

นับว่าเป็นฤดูกาลที่อิมโมบิเล่ ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดของเขาอย่างแท้จริง จนตอนนี้เขาพาต้นสังกัดอย่างอินทรีฟ้าขาว ลาซิโอ โบยบินติดลมบน โดยเบียดแย่งแชมป์กับม้าลายยูเวนตุส มีแต้มห่างเพียงแค่ 1 คะแนน นับว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งในระดับทีมและความสำเร็จส่วนตัว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ใช่ว่าเส้นทางของอิมโมบิเล่จะสวยงาม โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนยอดดาวยิงคนหลาย ๆ คน เพราะเส้นทางบนชีวิตลูกหนังของเขา ต้องบอกว่าเป็นมหากาพย์แห่งการเดินทางเลยก็ว่าได้ และมันไม่ใช่การเดินทาง เพื่อชื่นชมความงดงามของสองข้างทางบนโลกลูกหนัง แต่มันคือการเดินทางเพื่อหาจุดยืน ในการพิสูจน์ตัวเอง ว่าเขาคือของจริง และกว่าจะพบจุดที่เหมาะสมกับตัวเอง ก็ปาเข้าไปจนอายุ 26 ปีเลยทีเดียว

เขาเริ่มต้นเส้นทางการค้าแข้งจากการเล่นในระดับเยาวชนของซอเรนโต ก่อนจะย้ายเข้ามาสู่ศูนย์เยาวชนของยูเวนตุส และถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ แต่ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักได้ ก่อนจะปล่อยให้เซียน่า และกรอสเซ็ทโตยืมตัว แถมสุดท้ายยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาตัวเองเพื่อไปอยู่กับเปสคาร่า ก่อนจะพาเปสคาร่าเลื่อนชั้นด้วยการยิงสลุตไปถึง 28 ลูก แต่ฤดูกาลต่อในการเล่นลีกสูงสุดกับเจนัว เขากับโชว์ฟอร์มไม่ออก ยิงได้เพียง 5 ลูก มันจึงถึงเวลาย้ายทีมอีกครั้ง พร้อมด้วยคำสบประมาทว่าเขาเป็นเพียงดาวยิงลีกรอง แต่การย้ายครั้งนี้ก็ยังคงเล่นอยู่ในซีเรีย อากับโตริโน่ และเขาก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ด้วยการยิงไป 22 ประตู แต่ถึงแม้จะเล่นได้ดี มันกับเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาย้ายทีมอีกครั้ง เพราะฟอร์มการเล่นของเขามันดันไปเข้าตา ดอร์ทมุนด์ยอดทีมจากเมืองเบียร์ แต่อาจเป็นเพราะการปรับตัวและโอกาสการลงสนาม ทำให้เขายิงได้แบบกระท่อนกระแท่น ไปเพียงแค่ 10 เม็ดจากการลงสนามทุกรายการ 34 เกม จึงถูกปล่อยยืมไปสเปนกับเซบีญ่า และกลับไปโตริโนอีกครั้ง ในฤดูกาลเดียวกัน

สุดท้ายในปี 2016 การเดินพเนจรของเขาก็สิ้นสุดลง เมื่อทัพอินทรีฟ้าขาว มองเห็นศักยภาพในตัวของเขา แล้วดึงมาร่วมทีมในราคาเพียงแค่ 8.75 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมันแสดงให้เห็นแล้วว่า มันเป็นการลงทุนที่ถูกแสนถูก ราวกับได้มาเปล่า ๆ ก็ไม่ปาน เพราะนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เขาตอบแทนความเชื่อมันของลาซิโอ ด้วยการลงสนามรวมทุกรายการไปถึง 167 นัด ยิงไปถึง 116 ประตู พาทีมคว้าโคปา อิตาเลีย 1 สมัย และซูเปอร์โคปา อิตาเลีย 2 สมัย นับว่าคุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป เรียกว่าถ้าจะขายต่อก็ฟันกำไร จะเก็บไว้ใช้ก็มีประโยชน์มหาศาล

เส้นทางการลุ้นสคูเดตโต้ ยังเหลืออีก 12 นัดถ้าอิมโมบิเล่และเพื่อนร่วมทีม ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นแบบนี้ไว้ได้ เชื่อว่าโอกาสคว้าแชมป์ของพวกเขายังเปิดกว้างอย่างแน่นอน ลองจินตนาการว่า หากลาซิโอจบฤดูกาลด้วยด้วยการเป็นแชมป์ลีก และอิมโมบิเล่ครองดาวซัลโวของลีกมาครอง พ่วงด้วยดาวยิงสูงสุดยุโรปอีกหนึ่งรางวัลแล้วละก็ มันจะเป็นการเสริมให้เรื่องราวการเดินทางของ ชิโร่ อิมโมบิเล่ จบได้สวยงามราวกับเทพนิยายแห่งโรมเลยทีเดียว

เครดิตภาพ : https://ronaldo.com/football-news/ciro-immobile-king-ciro/

ดาวรุ่งเนื้อหอมของทีมงูใหญ่ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ

หนึ่งในปัจจัยที่พาให้ฟอร์มของทัพงูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน โดดเด่นเป็นสง่า สามารถเกาะหัวตารางขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับยูเวนตุส และลาซิโอได้อย่างสนุกสูสีในฤดูกาลนี้ ก็คือฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ของเด็กหนุ่มชาวอาร์เจนไตน์ ที่ชื่อว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ คนนี้นี่แหละ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะพัฒนาการเล่นของเขา แบบที่เรียกว่าดีวันดีดีคืนเลยทีเดียว และนอกจากผลดีในการช่วยเรื่องผลงานของทีมแล้ว สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือการที่เขายิ่งเล่นยิ่งดีของเขา มันยิ่งทำให้มีทีมเข้ามารุมจีบกันอย่างไม่ขาดสาย นั่นเท่ากับว่าเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับ ทีมงูใหญ่มากเข้าไปอีกในการเก็บเขาไว้กับทีมต่อไป

เลาตาโร่ ฮาเวียร์ มาร์ติเนซ กองหน้าสัญชาติอาร์เจนติน่า พึ่งจะมีอายุเพียงแค่ 22 ปี และเขาพึ่งจะได้มีโอกาสแสดงฝีเท้าให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้เพียงฤดูกาลที่สองเท่านั้น หลังจากที่ทีมงูใหญ่ไปค้นพบเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ และดึงมาจากราซิ่ง คลับ ในลีกอาร์เจนติน่า โดยที่เขาฝากผลงานไว้กับราซิ่ง คลับไว้ไม่น้อยเลย โดยนับตั้งแต่ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เขาเล่นกับทีม 4 ฤดูกาลด้วยกัน ด้วยยอดการยิงประตูไป 27 เม็ด จากการลงเล่น 60 เกม และอินเตอร์ยอมจ่ายสูงถึง 22.7 ล้านยูโร เพื่อดึงเขามาอยู่กับทีม

ในฤดูกาลแรกบนแผ่นดินอิตาลี ดูเหมือนว่าการปรับตัวของเขากับสโมสรใหม่ จะทำให้ฟอร์มการเล่นของมาร์ติเนซ จะดูเงียบ ๆ ไปบ้างนิดหน่อย และทำได้เพียงแค่ 9 ประตูจาก 35 เกมทุกรายการ ถ้าจะมองในเรื่องของอายุยังน้อยและการปรับตัว ก็นับว่าไม่ได้เสียหายอะไรมาก แต่หากมองจากค่าตัว ก็นับว่าค่อนข้างฝืดไปหน่อย แต่เพียงแค่ฤดูการที่สองของเขากับทีม หลังการมาของผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง อันโตนีโอ คอนเต้ และการเปลี่ยนคู่หูในแดนหน้ามาเป็น โรเมลู ลูกากู มันเหมือนกับว่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวอย่างมาก ที่จะผลักดันให้ฟอร์มของเขาโดดเด่นขึ้นมา จนยอดการทำประตูของเขาขึ้นไปอยู่ที่ 16 ประตู กับอีก 4 แอสซิสต์ ในขณะที่ยังไม่จบฤดูกาล

ส่วนในมุมที่เป็นปัญหาของอินเตอร์ ก็คือความเนื้อหอมของเขานั่นเอง เพราะในขณะนี้บรรดาทีมใหญ่จากทั่วยุโรป ต่างจ้องจะตะครุบตัวมาร์ติเนซไปร่มทีมกันมากมายหลายทีม ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลน่าที่ต้องการเขาไปเป็นตัวแทนของหลุยส์ ซัวเรซที่เริ่มใกล้ปลดระวาง, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ต้องการไปเป็นตัวแทนรุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง กุน อเกวโร่ หรืออีกฝั่งของแมนเชสเตอร์อย่างปีศาจแดง ที่กำลังสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เชื่อว่าตลาดซัมเมอร์เปิดเมื่อไหร่ หัวกระไดของทีมงูใหญ่ไม่แห้งอย่างแน่นอน และคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะรั้งเขาไว้กับทีมไว้ได้

เขามีทุกอย่างที่พร้อมจะพัฒนา ขึ้นไปสู่การเป็นกองหน้าระดับโลกในอนาคต และด้วยวัยเพียง 22 เขายังมีเวลาพัฒนาฝีเท้าตัวเองอีกเยอะ ต่อจากนี้ไม่ว่าเขาจะเลือกเส้นทางไหนต่อไป จะอยู่กับอินเตอร์ หรือย้ายไปไหน หากยังคงรักษามาตรฐาน และไม่หยุดพัฒนาฝีเท้าตัวเองแล้วละก็ อีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็น กองหน้าเวิร์ลด์คลาสอีกคนหนึ่ง ที่ชื่อเลาตาโร่ มาร์ติเนซ อย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.inter-news.it/mondo-inter/lautaro-incidente-a-milano-per-largentino-i-dettagli-corsera/

ถ้าป็อกบาแพงเกินไป หันมาให้โอกาสบัลเบร์เด้ดูก็ได้

เป็นที่รู้กันดีว่า นับตั้งแต่เริ่มเปิดฤดูกาล 2019-2020 เรอัล มาดริด ของกุนซือซีเนอดีน ซีดาน ตกเป็นข่าวตามหน้าสื่ออยู่ตลอด ในการที่อยากจะดึงตัวยอดมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส อย่างปอล ป็อกบา ของปีศาจแดงมาร่วมทีม เพื่อสร้างทีมราชันยุคใหม่ให้กลับมายิ่งใหญ่ดังเดิม และดูเหมือนว่ามันน่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อตัวนักเตะเองก็แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าต้องการย้ายทีม แต่แน่นอนว่าการดึงป็อกบามาร่วมทีมนั้น มันจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน เพราะเจ้าของสัญญาอย่างยูไนเต็ดก็คงไม่ยอมขาดทุนจากค่าตัวที่จ่ายให้ยูเว่แน่ ๆ ไหนจะเงินกินเปล่าของตัวนักเตะ และผู้จัดการส่วนตัวของเขาอีก รวม ๆ แล้วเชื่อว่าทีมราชันคงต้องจ่ายทะลุร้อยล้านปอนด์แน่ ๆ หากเกิดดีลนี้ขึ้นจริง ๆ

แน่นอนว่าเงินจำนวนนั้นทีมอย่างราชันชุดขาวจ่ายได้ หากต้องการจะดึงตัวป็อกบามาร่วมทีมจริง ๆ แต่จนถึงตอนนี้ดีลดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้น อาจด้วยอาการบาดเจ็บของนักเตะเอง การพยายามรั้งตัวของยูไนเต็ด หรือการตกลงผลประโยชน์กับเอเยนต์ไม่ลงตัว หรืออะไรก็ตามแต่ การที่เวลามันถูกยืดให้นานออกไป กลับทำให้ทัพราชันชุดขาวค้นพบเพชรเม็ดงามที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย และการค้นพบผู้เล่นคนนี้ อาจทำให้แผนการดึงตัวป็อกบาอาจต้องพับเก็บไปเลยทีเดียว นั่นเท่ากับว่าป็อกบากับเอเยนต์ของเขาอาจจะต้องกลับลำอยู่กับผีแดงต่อไป หลังออกลูกงอแงขอย้ายทีมมานานหลายเดือน และแผนการสร้างทีมใหม่ของมาดริด ชื่อของคนที่จะมาเป็นศูนย์กลางของทีมใหม่ อาจจะเปลี่ยนจากชื่อของปอล ป็อกบา มาเป็นเฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ แทน

เด็กหนุ่มวัย 21 ปีคนนี้ ทีมราชันชุดขาวได้ทำการดึงตัวมาจากเปนญาร่อล ในลีกอุรุกวัยบ้านเกิดของเขา ตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 18 ปีเท่านั้น แถมยังพึ่งจะลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของเปนญาร่อลไปเพียง แค่ 12 เกม เชื่อว่าเขาจะต้องมีความพิเศษอะไรในตัว จนไปเตะตาแมวมองของราชันเข้าอย่างแน่นอน เรอัล มาดริดส่งเขาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์การลงสนามกับทีมกาสตีลญ่าหนึ่งฤดูกาล ก่อนปล่อยให้เดปอร์ติโว่ ลา คอรุนญ่า ยืมตัวอีกหนึ่งฤดูกาล แล้วเขาก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2018-2019 เพื่อเสริมผู้เล่นในแดนกลางที่กำลังมีปัญหาของทีม

ฤดูกาลนี้เป็นเพียงฤดูกาลที่สองเท่านั้น ของเขากับทีมชุดใหญ่ของเรอัล มาดริด แต่ฝีเท้าของบัลเบร์เด้พัฒนาขึ้นอย่างมาก จนกลายมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในแผงมิดฟิลด์ และเป็นลูกรักคนใหม่ ของซีดานไปแล้ว เขาลงสนามช่วยทีมไปถึง 32 นัดทุกรายการ กับผลงาน 2 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ โดยสไตล์การเล่นของเด็กหนุ่มคนนี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ สตีเวน เจอร์ราด อดีตมิดฟิลด์ระดับตำนานของหงส์แดง ลิเวอร์พูล ด้วยการเล่นที่ทรงพลัง โดดเด่นทั้งในเกมรุกและเกมรับ มีการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยมทั้งสั้นและยาว แถมยังมีเซนส์ฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ปัจจุบันเด็กหนุ่มจากอุรุกวัยคนนี้ ได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่าง ๆ อย่างมาก และก้าวขึ้นมาเป็นที่รักของผู้จัดการทีม และเหล่าแฟนบอลของราชันชุดขาวเป็นที่เรียบร้อย และนี่อาจจะส่งผลกระทบถึง ดีลมูลค่ามหาศาลในการที่จะดึงตัวปอล ป็อกบา มาจากยูไนเต็ดต้องถูกระงับไปก็เป็นได้

เครดิตภาพ : https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-8024865/Casemiro-heaps-praise-Real-Madrid-team-mate-Federico-Valverde.html

เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกค้างคาว ที่กำลังตกเป็นข่าวกับทีมดัง

ชื่อของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่าจากสเปน ยูเวนตุสจากอิตาลี หรือลิเวอร์พูล แมนยู และแมนซิตี้ จากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นชื่อของทีมมหาอำนาจลูกหนัง จากลีกยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรป ที่ไม่ว่าใคร ๆ ที่ชื่นชอบฟุตบอลจะต้องรู้จัก และท่าหากทีมดังเหล่านี้ หันมาจับจ้องผู้เล่นดาวรุ่งคนหนึ่ง พร้อม ๆ กันหมดทุกทีมแล้วละก็ แสดงว่าดาวรุ่งคนนั้นจะต้องมี อะไรไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และดาวรุ่งคนนั้นก็มีชื่อว่า เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกอนาคตไกลจากทีมไอ้ค้างคาว บาเลนเซียนั่นเอง

เฟร์ราน ตอร์เรส การ์เซีย ปีกสัญชาติสเปน เขาเกิดในวันที่ได้ฉลองแค่ 4 ปีครั้ง คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ปี 2000 หรือมีอายุเพียงแค่ 20 ปีพอดิบพอดี เขาก้าวเข้าสู่ศูนย์ฝึกเยาวชนของไอ้ค้างคาวตั้งแต่มีอายุได้เพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะถูกส่งไปหาประสบการณ์กับทีมชุดบีของสโมสร ด้วยวัยเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น ก่อนจะได้สลับขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ในวัย 17 ปี โดยได้รับการบันทึกว่าเป็นการลงสนามในลาลีกา คนแรกที่เกิดหลังปี 2000 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา สองฤดูกาลล่าสุดเขาก็ก้าวขึ้นมา ยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้อย่างมั่นคง จนไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มวัยเพียงแค่ 20 จะสามารถลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ รวมทุกรายการไปแล้วถึง 88 นัด กับผลงาน 9 ประตู 11 แอสซิสต์ ต้องบอกเลยว่า เด็กคนนี้มันมีของ และไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นี้อย่างแน่นอน

สไตล์การเล่นของเฟร์ราน ตอร์เรส เขาเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกที่มีความเร็วสูง มีเทคนิคการเล่นที่แพรวพราว สามารถไปกับบอลได้ดี พร้อมที่จี้เข้าหากองหลังคู่ต่อสู้ และกระชากผ่านทุกคนที่เข้ามาขวาง เขาสามารถเล่นได้ดีทั้งสองเท้า ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบอล หรือการยิงประตู อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งพรสวรรค์สูงที่สุด ที่อคาเดมี่ของบาเลนเซียเคยมีเลยทีเดียว

ด้วยความสามารถที่เขามีในขณะที่อายุยังน้อย มีเวลาให้พัฒนาฝีเท้าได้อีกเยอะ ทำให้บรรดาทีมยักษ์ใหญ่จากทั่วยุโรป ต่างจ้องจะดึงเขาไปร่วมทีม ถึงแม้ว่าทางบาเลนเซีย จะตั้งค่าฉีกสัญญาไว้สูงถึง 100 ล้านยูโร แต่ด้วยสัญญาที่เขามีกับทีมยังเหลืออยู่เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น จึงเชื่อว่าบาเลนเซีย น่าจะยอมลดราคาลงมาอีกเยอะเลย ดีกว่าที่จะเสียไปฟรี ๆ หลังหมดสัญญา จึงทำให้ทีมที่มารุมจีบต่างก็จับตามองด้วยตาที่เป็นประกาย ไม่ว่าจะเป็นทีมหงส์แดงที่อยากได้ไปช่วยเสริมสามกองหน้าที่มีอยู่ หรือแมน ยูไนเต็ดที่กำลังสร้างทีมใหม่ แมน ซิตี้ที่กำลังหาตัวแทนดาบิด ซิลบา หรือสองยักษ์แห่งสเปนที่แผงเกมรุกเริ่มจะโรยรากันไปแล้วทั้งนั้น ทำให้โอกาสที่จะเกิดการย้ายทีมของตอร์เรส มีสูงมากแทบจะเรียกว่าย้ายแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าจะย้ายไปทีมไหนเท่านั้นเอง

ตอนนี้แฟนบอลของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ ต่างลุ้นให้ทีมที่ตนรักได้ตัวเขาไปร่วมทีม ส่วนแฟน ๆ ของไอ้ค้างคาว บาเลเซียเอง คงได้แต่ภาวนาให้ตัวของ เฟร์ราน ตอร์เรสเอง มีใจรักต่อสโมสร มากเพียงพอที่จะปฏิเสธทั้ง ชื่อเสียง การเงิน และความสำเร็จต่าง ๆ เพื่ออยู่กับทีมต่อไป ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีให้เห็นเลยซะทีเดียว ในโลกของฟุตบอล

เครดิตภาพ : https://tribuna.com/en/fcbarcelona/news/855d5d9c-fa15-4e52-8974-6001702d8a5d/

อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค กองหน้าผู้ครบเครื่องในเรื่องการทำประตู

ถึงแม้ว่าในฤดูกาลนี้ ฟอร์มการเล่นของนาโปลี จะไม่ได้โดดเด่นซักเท่าไหร่ หากเทียบกับฤดูกาลที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะอันดับในตารางที่ตกไปอยู่ที่ 6 ตามกลุ่มผู้นำอยู่ห่างถึงหลัก 20 คะแนน แต่ไม่ว่าอันดับของพวกเขาจะอยู่ที่อันดับเท่าไหร่ แน่นอนว่าในการเจอกับพวกเขา ก็ไม่มีคู่ต่อสู้ทีมไหนจะเห็นว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ ในการที่จะเก็บแต้มจากพวกเขาแน่ ๆ พวกเขายังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง และรับมือยากอยู่ตลอด โดยเฉพาะในแนวรุกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นศักยภาพสูง พร้อมจะเล่นงานกองหลังคู่ต่อสู้ทุกทีม โดยเฉพาะกองหน้าตัวอันตรายหมายเลข 99 ที่ชื่อว่า อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค

อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค เป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า สัญชาติโปแลนด์ ซึ่งปัจจุบันเขามีอายุ 26 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ว่ากันว่า กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าเลย เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพกับกอร์นิคทีมในลีกบ้านเกิด ก่อนที่จะเป็นทางห้างขายยา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ดึงไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 2.6 ล้านยูโร แต่ไม่สามารถแจ้งเกิดกับทีมห้างขายยาได้ หลังลงเล่นไป 8 นัดแบบไม่มีประตู จึงถูกปล่อยตัวออกไปให้เอาส์บวร์กยืมตัว แต่ก็ยังสอบไม่ผ่านอยู่ดี เมื่อเขาทำไปเพียงแค่ 2 ลูกจาก 20 นัดซึ่งถือว่าหยุมหยิมมากสำหรับหน้าเป้า หรือเขาอาจจะไม่เหมาะกับบุนเดสลีกา เขาจึงลองออกไปเล่นต่างประเทศด้วยสัญญายืมตัวกับอแจ็กส์ ในฮอลแลนด์ ซึ่งปรากฏว่าเขาทำผลงานได้ค่อนข้างดี สามารถกดไปถึง 23 เม็ดจากการลงสนาม 33 เกม จนอแจ็กส์ยอมควักเงินเซ้งเขาไปใช้งานต่อในปีต่อมา ด้วยค่าตัว 2.8 ล้านยูโร ซึ่งต่อมาภายหลังปรากฏว่ามันเป็นการลงทุน ที่แสนจะคุ้มค่าของทีมดังจากฮอลแลนด์ เมื่อเขาจัดการตอบแทนด้วยการยิงไป 24 เม็ด จาก 42 นัด ทำให้นาโปลีขอซื้อเขาต่อในราคาถึง 35 ล้านยูโร ทำให้อแจ็กส์ฟันกำไรเหนาะ ๆ 32.2 ล้านยูโรหรือคิดเป็น 12.5 เท่าของเงินที่พวกเขาลงทุนไป เลยทีเดียว จนถึงตอนนี้เขาลงสนามให้นาโปลีไปแล้ว 109 นัด ทำไป 46 ประตู และคาดกันว่าหากนาโปลีปล่อยต่อ ก็จะสามารถทำกำไรได้ราว ๆ 30 ล้านยูโรเช่นกัน

สไตล์การเล่นของมิลิคนั้น นับว่าเขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างมาก ที่จะเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า โดยความที่มีร่างกายสูงใหญ่ ถึง 189 เซนติเมตร ทำให้เขาโดดเด่นมากในลูกกลางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการทำประตู หรือการพักบอลต่อให้เพื่อนร่วมทีม แต่ในทางกลับกันเขากับไม่ได้มีความเชื่องช้าตามแบบกองหน้าตัวใหญ่เลย เขามีความเร็วและความคล่องตัวที่ดีมา อีกทั้งการเคลื่อนที่ขณะที่ไม่มีบอลของเขาก็ยอดเยี่ยมมากด้วย และเขาสามารถจบสกอร์ได้ดีด้วยเท้าทั้งสองข้างอีกด้วย แถมในส่วนของเท้าซ้ายข้างถนัดของเขา ยังสามารถเล่นลูกฟรีคิกได้ดีอีกด้วย นับว่าเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องมาก และหากเขาอยู่ในทีมที่ใหญ่กว่านี้ เขาอาจจะพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองได้พอ ๆ กับ เลวานดอฟสกี้ กองหน้ารุ่นพี่ ในทีมชาติของเขาที่ประสบความสำเร็จกับบาเยิร์น มิวนิคเลยก็ได้

เชื่อว่ากองหน้าอย่างอาร์คาดิอุสซ์ มิลิค จะได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน ด้วยความสามารถที่เขามีในขณะนี้ และยังมีอายุการใช้งานได้หลายปีพอสมควร รวมทั้งค่าตัวและค่าเหนื่อยของเขาก็ยังไม่ได้สูงลิบเหมือนกองหน้าชื่อดังรายอื่น ๆ แต่นาโปลีก็คงจะไม่ยอมเสียกองหน้า ที่มีความครบเครื่องขนาดนี้ ของพวกเขา ไปให้ทีมไหนง่าย ๆ เช่นกัน

เครดิตภาพ : https://www.thestar.com.my/sport/football/2019/01/21/napoli-cling-on-for-win-over-10man-lazio

ดีน เฮนเดอร์สัน พร้อมหรือยัง กับการแย่งพื้นที่ประตูผี

“เกมรุกจะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์” คือปรัชญาที่บรมกุนซือ อย่างซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเคยได้กล่าวไว้ และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการสร้างเกมรับที่แข็งแกร่ง ก็คือการมีสุดยอดผู้รักษาประตู ไว้ใช้งานสักคนนั้นเอง และมันก็เป็นปัญหาที่ใหญ่พอสมควรกับการจะหาผู้รักษาประตูดี ๆ ที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมอุ่นใจ แต่ก็มีอีกปัญหาหนึ่ง ที่อาจเรียกว่า เป็นปัญหาที่น่ายินดีสำหรับทีม ก็คือการมีผู้รักษาประตูฝีมือดีอยู่พร้อม ๆ กันหลายคนนั่นเอง และทีมหนึ่งที่กำลังเจอกับปัญหาที่น่ายินดีดังกล่าวก็คือ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทัพปีศาจนั้น ถูกยึดครองมาอย่างยาวนานโดย เดบิด เด เกอา สุดยอดนายด่านชาวสเปน ที่ไม่เคยถูกสั่นคลอนมาก่อน ถึงแม้ว่าจะมีคู่แข่งระดับทีมชาติอาร์เจนติน่า อย่างแซร์จิโอ โรเมโร่อยู่อีกหนึ่งคน และเหตุผลหนึ่งก็คือ โรเมโร่ยินดีอย่างยิ่ง ที่จะเป็นตัวสำรองต่อจากเขา ทำให้สถานการณ์การแย่งชิงตำแหน่งมือหนึ่งของทีม ค่อนข้างจะสงบสุข แต่ฟอร์มการเล่นของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ถูกปล่อยตัวออกไปหาประสบการณ์ กับทีมดาบคู่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือน มาถึงเสาโกลในโอลแทร็ฟฟอร์ดอย่างแรงเลยทีเดียว

ดีน เฮนเดอร์สัน เป็นผู้รักษาประตูจากอคาเดมี่ของยูไนเต็ด เขาถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันดึงตัวเข้าสู่ทีมตั้งแต่อายุเพียงแค่ 14 ปี เรียกว่าเป็นเด็กปั้นของทีมขนานแท้เลย ด้วยความที่เขาไม่ชอบที่จะนั่งมองเพื่อนเล่นจากข้างสนาม เขาจึงได้ขอออกไปหาประสบการณ์การเฝ้าเสากับทีมอื่น เมื่อเขาอายุได้เต็ม 18 ปี โดยเขาผ่านการเล่นแบบยืมตัวมาถึง 3 ทีม ทั้งสต็อกปอร์ท กริมสบี้ และชรูวสบิวรี่ ก่อนที่จะได้ย้ายมาเฝ้าเสาให้กับทีมดาบคู่

จนตอนนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในเกมรับของทีมดาบคู่เป็นทีมดาบคู่เป็นที่เรียบร้อย เริ่มจากพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง เมื่อปี 2018-2019 และโชว์ความหนึบอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพาทีมน้องใหม่อย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นมาลุ้นทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรป เกาะอยู่บนครึ่งบนของตารางอย่างเหนียวแน่น เขาช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยเป็นอันดับสอง รองจากทีมลุ้นแชมป์อย่างลิเวอร์พูลทีมเดียวเท่านั้น โดยเสียไป 22 ประตูจาก 27 เกม และยังเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 10 นัดอีกด้วย จนเป็นที่พูดถึงอย่างมากกับอนาคตของเขาในฤดูกาลหน้า 

เรื่องนี้คงต้องตัดสินใจ และวางแผนกันอย่างรอบคอบ ของทั้งฝ่ายสโมสรและตัวนักเตะเอง เพราะถ้าหากเขาเลือกที่จะกลับมาสู้เพื่อแย่งมือหนึ่งกับเด เกอา แน่นอนว่ามันจะต้องมีผู้ชนะเพียงแค่คนเดียว และเฮนเดอร์สันคงไม่มีความสุขกับการเป็นสำรองแน่ ๆ เพราะเขาต้องการการลงเล่น เพื่อก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษด้วย หรือไม่ หากเขาเบียดเด เกอาได้ อีกฝั่งก็คงไม่แฮปปี้กับการนั่งสำรองแน่นอน ฝ่ายที่จะดีใจคงจะเป็นตาอยู่ ที่จ้องจะงาบเด เกอา อย่างมาดริด ซะมากกว่า ทางเลือกนี้จึงน่าจะเร็วไปสำหรับการกลับโอลแทร็ฟฟอร์ดในเวลานี้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ น่าจะเป็นการปล่อยยืมให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดต่อไปอีกหน่อย เพราะถ้าที่นั่นเขาสามารถการันตี ตำแหน่งตัวจริงได้อย่างแน่นอน และยังได้เล่นอยู่ในลีกระดับสูงอย่างพรีเมียร์ลีกอีกด้วย และถ้าเขาสามารถพาทีมคว้าโควตายุโรปได้ ก็ยิ่งจะเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ในเกมระดับทวีปให้เขาได้อีกด้วย แล้วอีกซักหน่อยค่อยกลับโรงละครแห่งความฝัน ก็ยังไม่สาย

ตอนนี้เฮนเดอร์สัน พึ่งจะมีอายุแค่ 23 ปี และยังมีสัญญากับผีแดงจนถึงปี 2022 จึงยังมีเวลาในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเขากับทีม โดยทุก ๆ ฝ่ายในทีมจะต้อง คิดอย่างรอบคอบ เพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด ในการที่จะรักษาและพัฒนานายทวารดาวรุ่งผู้นี้ เพราะเขามีปัจจัยพร้อมทุกอย่าง ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่ง ในตำแหน่งประตูผี ในอนาคตได้อย่างแน่นอน อาจจะก้าวขึ้นไปถึงขั้น ตำนานนายทวารปีศาจแดงคนต่อไปเลยก็ได้

เครดิตภาพ : https://www.sheffieldunited.news/news/report-manchester-united-would-now-want-at-least-30m-for-dean-henderson/

จู้ด เบลลิงแฮม วอนเดอร์คิดจากเบอร์มิงแฮม

ถ้าเด็กวัยรุ่นที่มีอายุยังไม่เต็ม 17 ปี แต่สามารถลงสนามในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ไปถึง 35 นัด ถึงแม้ว่าจะอยู่ในลีกระดับแชมเปี้ยนชิพก็เถอะ เจ้าหนูคนนั้นย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และในฤดูกาล 2019-2020 นี้นี่เอง ที่มีเจ้าหนูคนหนึ่งทำได้ มันจึงทำให้เขาได้รับการจับตามอง จากบรรดายอดทีม จากลีกชั้นนำทั่วยุโรป ที่แข่งกันมาตามจีบทำคะแนน เพื่อล่าลายเซ็นของเจ้าหนูคนนี้ไปร่วมทีม และแฟนฟุตบอลทั่วทุกมุมโลก คงจะรู้จักชื่อของเจ้าหนูคนนี้กันมาพอสมควรแล้ว เขาก็คือ จู้ด เบลลิงแฮม กองกลางเด็กปั้นของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ นั่นเอง

เบลลิงแฮม สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษ นับตั้งแต่การลงสนามครั้งแรกเลยทีเดียว เพราะการลงสนามของเขา มันคือการทำลายสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุด ที่เทรเวอร์ ฟรานซิส สร้างไว้ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ โดยในวันที่เขาลงสนามในเกมลีก คัพกับพอร์ทสมัธนั้น เขามีอายุเพียงแค่ 16 ปี กับอีก 38 วัน น้อยกว่าสถิติเดิม ถึง 101 วันเลยทีเดียว และเขาไม่ได้เพียงแค่ลงมาเล่นเพื่อเก็บสถิติสวยหรูเท่านั้น เมื่อหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาสามารถยึดตำแหน่งตัวหลักในทีมชุดใหญ่ของเบอร์มิงแฮมได้อย่างเหนียวแน่น และลงเล่นไปแล้วถึง 35 เกม ในทุกรายการกับเดอะ บลูส์ กับผลงาน 4 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ อีกด้วย ซึ่งถือว่าเจ้าหนูเบลลิงแฮมสอบผ่านอย่างสวยงามเลย สำหรับเวที เดอะ แชมเปี้ยนชิพอังกฤษ

การเล่นของเบลลิงแฮมนั้น โดดเด่นอย่างมาก เขามีทั้งความกล้าเล่นที่เกินอายุ และทักษะฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม ลักษณะการเล่นดูจะคล้ายคลึงกับ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ค่าตัวแพงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะเป็นการครองบอล การเลี้ยงบอลที่ลื่นไหล หรือการจ่ายบอล เขาทำมันได้ดีมาก ในวัยที่ยังไม่เต็ม 17 ปี มันเป็นคุณสมบัติที่น่าจะพัฒนาต่อยอด ไปสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกได้ในอนาคตได้อย่างไม่ยากเย็น

จนมันดูเหมือนว่าแชมเปี้ยนชิพ จะเล็กเกินไปเสียแล้ว สำหรับเส้นทางการสู่ยอดนักเตะของเขา และสถานการณ์ของเบอร์มิงแฮมเอง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถเลื่อนชั้น ขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ในเร็ววัน เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในโซนล่างของตาราง ทำให้พวกเขาคงจะไม่สามารถรั้งตัว เด็กปั้นรายนี้ไว้ได้ เพราะชื่อของทีมที่ดาหน้ากันเข้ามาจีบเขา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของทีมที่ยากจะปฏิเสธทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแมนยู หรือเชลซีในอังกฤษ หรือดอร์ทมุนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นดาวรุ่ง อีกทั้งยังมียูเวนตุสจากอิตาลี ที่โดดเข้าร่วมวง ในการล่าตัวเขาด้วยอีกคน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถ เซ็นต์สัญญาเป็นนักเตะอาชีพได้ จนกว่าอายุจะครบ 17 ปี แต่สโมสรเหล่านี้ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่เบอร์มิงแฮม ราว ๆ 30 ล้านปอนด์เลย สำหรับทีมที่อยากได้เขาไปร่วมทีม ถึงจะเป็นจำนวนไม่น้อย และเสี่ยงสูงพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีทีมไหนลดความพยายาม ในการดึงตัวเขา แถมยังมีแต่จะเพิ่มคู่แข่ง มากขึ้นทุกวันอีกด้วย

เรื่องราวที่ผ่านมาของเขา ทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกฮือฮากันมาแล้ว แต่เรื่องราวนับจากนี้ไปของเขา น่าจะทำให้เขาเป็นที่สนใจมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมไหน ที่รับเพชรเม็ดนี้ไปเจียรนัยต่อ จะพาเขาก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ และก้าวไปสู่แบบทดสอบที่ยากขึ้นอีกขั้น เพื่อทดสอบว่าเขา จะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นยอดนักเตะระดับโลก ได้หรือไม่นั่นเอง

เครดิตภาพ : https://www.thesun.co.uk/sport/football/10053206/jude-bellingham-birmingham-manchester-united-transfer/

เอดิสัน คาวานี่ ของฟรี ดีกรีระดับโลก

555 นัด ยิงไป 341 ประตู จากการเล่นในสองลีกชั้นนำ ตลอดเวลา 14 ปีบนแผ่นดินยุโรป นับว่าเป็นผลงานการการันตี ความเป็นดาวถล่มประตูระดับโลกของเขาได้อย่างดี และด้วยอานุภาพการทำลายประตูขนาดนี้ ไม่ว่าทีมไหน ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการตัวเขาไปร่วมทีมอย่างแน่นอน ทำให้เขาอยู่ในขั้นหล่อเลือก(ทีม)ได้ อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ และมันก็ยิ่งทำให้เขาเลือกได้หนักเข้าไปอีก เมื่อถึงตลาดหน้าร้อนที่จะถึงนี้ เขาคนนี้จะสามารถย้ายทีมได้แบบ ฟรี ๆ อีกด้วย แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง เอดิสัน คาวานี่ ศูนย์หน้าชาวอุรุกวัยของ ปารีส แซงต์แชร์กแมง นั่นเอง

ดาวยิงวัย 33 ปีกำลังจะหมดสัญญากับสโมสรต้นสังกัดในหน้าร้อนนี้ หลังอยู่รับใช้สโมสรมานาน 7 ปี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ เขาสามารถระเบิดประตูให้กับทีมไปถึงหลัก 200 ลูกจากการเล่นทุกรายการ พาทีมกวาดถ้วยรางวัลมาอย่างมากมาย ทั้งแชมป์ลีก 5 สมัย บอลถ้วยภายในประเทศอีก 9 ใบ และถ้วยซูเปอร์คัพอีก 4 หน จนเจ้าตัวน่าจะหมดความท้าทายแล้ว บนแผ่นดินฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงได้แจ้งเรื่องไปยังสโมสรต้นสังกัด เพื่อขอย้ายทีมในช่วงหน้าร้อนนี้ หลังจากที่สัญญาของเขากับทีม สิ้นสุดลง

การขอย้ายทีมของคาวานี่ในครั้งนี้ อาจสร้างความไม่พอใจให้กับทางปารีสอย่างมาก จนทำให้เขาไม่ได้ลงสนามให้กับทีมมากนักในฤดูกาลนี้ โดยหลาย ๆ ครั้งสโมสรออกมาบอกว่าเพื่อรักษาสภาพร่างกายของเขาให้สมบูรณ์ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า มันเกิดจากการขอย้ายทีมของเขานั่นเอง ถึงแม้ว่าปารีสจะไม่สบอารมณ์นัก แต่บรรดาทีมอื่น ๆ ต่างจ้องมาที่เขาตาไม่กระพริบเลยทีเดียว โดยตอนนี้ทีมที่มีข่าวอย่างดึงตัวเขาไปร่วมทีม ก็มีสามทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซีจากเกาะอังกฤษ กับแอตเลติโก้ มาดริด จากสเปน ซึ่งมีข่าวเตรียมสู้กันทุ่มค่าเหนื่อย เพื่อให้คาวานี่ไปช่วยล่าตาข่ายให้ ในฤดูกาลหน้า ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นทีมจากประเทศที่เขายังไม่เคยไปเล่นมาก่อนในอาชีพ เท่ากับว่าทีมเหล่านี้ สามารถตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ของเขาได้ บวกกับค่าเหนื่อยมหาศาลก่อนปลดเกษียณแล้ว มันจึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการย้ายทีมของเขา

ข้อเสียเดียวของคาวานี่ก็คือ อายุของเขาปาเข้าไป 33 ปีแล้วนั่นเอง อายุการใช้เหลือไม่เยอะมาก อาจจะอีกซัก สองถึงสามฤดูกาล แต่ด้วยศักยภาพขนาดคาวานี่ คงไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวอะไรมาก ถ้าเป็นอาหารก็แทบจะไม่ต้องอุ่นเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นทีมที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม จะต้องมีปัญหาในการทำประตู และมีตำแหน่งว่างให้สามารถหย่อนเขาลงเล่นได้ทันที เพื่อให้ได้ประโยชน์จากเขาอย่างสูงสุด เพราะถ้าจะดึงตัวผู้เล่นระดับนี้ เข้ามาเพื่อเป็นอะไหล่สำรองของกองหน้าที่มี คงจะไม่ดีแน่ ๆ เพราะนี่คือกองหน้าระดับโลก และถึงแม้ว่าค่าตัวของเขาจะฟรี แต่เชื่อได้เลยว่า ค่าเหนื่อยที่ต้องจ่ายให้คาวานี่ นั้นมหาศาลอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ : https://www.the-sun.com/sport/premier-league/325544/chelsea-and-man-utd-transfer-target-edinson-cavani-says-goodbyes-to-psg-team-mates-as-atletico-move-grows-closer/

วิสซาม เบน เยแดร์ ดาวยิงฟอร์มแรงคนใหม่ของโมนาโก

โมนาโก ถือเป็นอีกหนึ่งทีมใหญ่ประจำลีกเอิงฝรั่งเศส ซึ่งพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ที่จะหาหนทางกลับสู่ความยิ่งใหญ่ของตัวเอง หลังจากห่างหายจากมันไปนาน และพวกเขาก็สามารถทำมันสำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อฤดูกาล 2016-2017 เมื่อพวกเขาสามารถเบียดมหาอำนาจแดนน้ำหอม อย่างปารีส แซงต์แชร์กแมง เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้อย่างยิ่งใหญ่ หลังจากห่างหายจากมันไปถึง 16 ปี

แต่หลังจากได้แชมป์แล้ว พวกเขาก็ถูกสัจธรรมแห่งโลกฟุตบอลเล่นงานเข้าอย่างจัง เมื่อพวกเขาไม่สามารถรั้งผู้เล่นคนสำคัญของพวกเขาไว้กับทีมต่อได้ และต้องเสียกำลังสำคัญเหล่านั้นให้กับบรรดาทีมที่มีวรรณะสูงกว่าไป อย่างไร้หนทางที่จะขัดขืน ไม่ว่าจะเป็นฟาบินโญ่ที่ย้ายไปลุ้นแชมป์กับลิเวอร์พูล บากาโยโก้ย้ายไปเชลซี เบนจาแมง เมนดี้ และแบร์นาโด้ ซิลวาไปแมนซิตี้ โตมาส์ เลอร์มาร์ไปแอตฯ มาดริด และที่สำคัญที่สุดเลยคือการเสีย คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หัวหอกคนสำคัญไปให้กับคู่อริตัวฉกาจ อย่างปารีส แซงต์แชร์กแมง ทำให้พวกเขาค่อย ๆ กลับสู่จุดตกต่ำอีกครั้งในเวลาไม่นาน

และเมื่อต้นฤดูกาล 2019-2020 ที่ผ่านมานี้ พวกเขาได้ทำการเสริมทัพเพื่อการกลับขึ้นมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการดึงตัว วิสซาม เบน เยแดร์ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสจากเซบีญ่า กลับมาล่าตาข่ายในลีกบ้านเกิดอีกครั้ง ด้วยค่าตัวสูงถึง 40 ล้านยูโร โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นในลีกเอิงมาแล้วถึง 156 นัดกับตูลูส และฝากผลงานไว้ที่นั่นถึง 63 ประตู ทำให้เขาคุ้นเคยกับลีกเมืองน้ำหอมอย่างดี และเขาก็ไม่ทำให้แฟน ๆ โมนาโกต้องผิดหวัง เพราะด้วยความที่ไม่ต้องการเวลาปรับตัวอะไรมาก เขาสามารถทำผลงานได้อย่างดีแม้จะเป็นปีแรก โดยเขาลงสนามช่วยทีมไปแล้ว 31 นัดในทุกรายการ กับผลงาน 19 ประตู กับ 9 แอสซิสต์ ทำให้เขาก้าวขึ้นไปเบียดแย่งตำแหน่งดาวซัลโวของลีก กับอดีตดาวยิงของทีมอย่างเอ็มบั๊ปเป้ได้อย่างสนุกสูสี โดยตอนนี้พวกเขายิงได้เท่ากันอยู่ที่ 18 ประตู ยังมีลุ้นกันยาว ๆ เลย สำหรับรองเท้าทองคำปีนี้

ถึงแม้ว่าฟอร์มของโมนาโกจะยังไม่แน่นอนนัก โดยในปีนี้พวกเขาปักหลักอยู่แถว ๆ กลางตารางซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องนับว่าพวกเขาเริ่มที่จะเสริมทัพได้ดีมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะการดึงตัวเบน เยแดร์กลับลีกเอิงอีกครั้งนั้น มันช่วยยกระดับเกมรุกของทีมได้ดีมาก ทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ของเขา น่าจะช่วยเป็นแกนหลัก ในการสร้างทีมให้โมนาโกได้อย่างดี การเล่นของเขามีประโยชน์กับทีมอย่างมาก ทั้งความเคลื่อนที่และการจบสกอร์ มันสามารถสร้างปัญหาให้คู้แข่งได้เสมอ

มันอาจต้องใช้เวลาอีกซักหน่อย ในการที่จะกลับขึ้นมาของโมนาโก แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ได้ค้นพบ ผู้เล่นฝีเท้าดีอีกคนหนึ่ง ที่จะมาช่วยยกระดับของทีม ที่เหลือหลังจากนี้ก็คือ พวกเขาจะต้องหาเพื่อนร่วมทีมศักยภาพสูงมาช่วยเขา และที่สำคัญจะต้องรักษา ทีมที่สร้างขึ้นมาใหม่ไว้ให้ได้ อย่าให้ประวัติศาสตร์ทีมแตกเหมือนครั้งที่แล้ว ย้อนกลับมาเล่นงานซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ก็แล้วกัน

เครดิตภาพ : https://www.asmonaco.com/en/when-wissam-ben-yedder-does-good/