Category Archives: ฟุตบอลต่างประเทศ

ยูเวนตุส ทีมระดับท็อปคลาสที่พร้อมสร้างเกียรติประวัติด้วยการกวาดแชมป์

ยูเวนตุส สโมสรฟุตบอลที่มากด้วยหน้าประวัติศาสตร์บนโลกลูกหนัง ทีมที่ไม่เคยขาดสตาร์ดังและความสำเร็จ ด้วยสีชุดแข่งอันเป็นเอกลักษณ์ขาว-ดำ ไอ้ม้าลายจึงกลายเป็นฉายาที่คุ้นหูแฟนบอล การคว้าแชมป์กัลโซ เซเรียอามากถึง 35 สมัย ถือเป็นสถิติสูงสุดในอิตาลีที่ยากจะมีทีมใดทำลาย แถมพ่วงความสำเร็จระดับแชมป์ยุโรปมาแล้วทุกรายการ  และสิ่งที่น่าจับตามองคือการเสริมทีมของยูเวนตุสสำหรับฤดูกาล 2019/2020 ที่ดูลงตัวและมีนัยยะแห่งความกระหายความสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา

ความยิ่งใหญ่ของยูเวนตุสที่มากมายด้วยบรรดาสตาร์ดัง และความสำเร็จในทุกยุค

ด้วยเกียรติยศชื่อเสียงที่ได้ชื่อว่าเป็นสโมสรที่ดีที่สุดทีมหนึ่งนั้นทำให้บนเส้นทางความสำเร็จ ยูเวนตุสไม่เคยขาดนักฟุตบอลดาวดังประดับทีมเลย ไม่ว่าจะเป็นมิเชล พลาตินี, ดิโน ซอฟฟ์, โรแบร์โต บาจโจ, ซีเนอดีน ซีดาน, จิอันลุยจิ บุฟฟอน หรือแม้กระทั่งคริสเตียโน โรนัลโด หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในปัจจุบันที่ทีมม้าลายดึงเขามาร่วมทัพเมื่อฤดูกาลก่อน การมีผู้เล่นระดับโลกอยู่ในทีมย่อมสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสให้ทีมประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น และเป้าหมายเดียวของทีมระดับท็อปคลาสอย่างยูเวนตุสก็คือแชมป์เท่านั้น

ยูเวนตุสชุดปัจจุบันอาจมีการเปลี่ยนแปลงนักเตะทั้งย้ายเข้าและย้ายออกเป็นเรื่องปกติทุกฤดูกาล แต่สมดุลในทีมกลับไม่เสียหายเลย ดังที่เห็นเป็นรูปธรรมด้วยการกวาดแชมป์เซเรียอามากอดไว้ถึง 8 สมัยซ้อน หากแต่ในฤดูกาล 2019/2020 ยูเวนตุสกลับเสริมทีมด้วยนักเตะระดับท็อปมากมายหลายรายไม่ว่าจะเป็นมัจไธส์ เดอ ลิกต์, อารอน แรมซีย์, อาเดรียง ราบิโอต์ และการคว้าเมาริซิโอ ซาร์รี ยอดกุนซือมากุมบังเหียน ซึ่งแน่นอนว่าหากผนึกกำลังกับนักเตะเดิมอย่างคริสเตียโน โรนัลโด, จอร์โจ คิเอลลินี, ซามี เคดิรา, แบลตต์ มาตุยดี, เปาโล ดิบาลา ดั๊กลาส คอสตา ได้อย่างลงตัวแล้วละก็ ทีมม้าลายทีมนี้คงวิ่งฉิวเข้าวินได้แทบทุกรายการ

ยูเวนตุส 2019/2020 ตั้งเป้าไว้ที่อะไร ในเมื่อได้แชมป์เซเรียอาจนเบื่อ

ตลอด 8 ฤดูกาลที่ผ่านมานับแต่ฤดูกาล 2011/2012 ไม่มีทีมใดในอิตาลีเบียดยูเวนตุสแย่งแชมป์เซเรียอาไปครองได้เลยก็จริง แต่ในเวทีระดับนานาชาติคงต้องย้อนความสำเร็จไปไกลเมื่อฤดูกาล 1995/1996 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ยูเวนตุสได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ เพราะหลังจากนั้นพวกเขาทำได้เพียงเข้าชิงและเป็นพระรองถึง 5 ครั้ง การเป็นสุดยอดในอิตาลีจึงเป็นเหมือนของตายที่อาจทำให้ทีมขาดความท้าทาย การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และท้าทายกว่าอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกจึงน่าจะสร้างแรงกระตุ้นให้กับนักเตะ และแฟนบอลได้มากขึ้น เพื่อทวงความยิ่งใหญ่ระดับยุโรปที่รอคอยมากว่า 24 ปี

สัญญาณที่บ่งบอกว่ายูเวนตุสเอาจริงแน่ในถ้วยใหญ่ยุโรปถือเป็นงานหนักสำหรับทุกทีมที่จะต้องโคจรมาเจอยอดทีมจากเมืองตูริน แต่ก็ถือว่าไม่ใช่งานง่ายของยูเวนตุสเช่นกัน เพราะทุกทีมต่างมีศักยภาพไม่ย่อหย่อน อีกทั้งฟุตบอลถ้วยที่มีเกมเหย้า-เกมเยือนให้ตัดสินกัน 2  นัดก็มักเกิดปาฏิหาริย์ได้อยู่เสมอ ตัวอย่างที่ไม่ไกลดังฤดูกาลที่ผ่านมา อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมคือทีมที่เขี่ยพวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายทั้งที่ไอ้ม้าลายกำความได้เปรียบในนัดแรกด้วยประตูนอกบ้าน แต่กลับตกม้าตายพ่ายแพ้ในบ้านตัวเอง ดังนั้น นอกเหนือไปจากสภาพทีมที่ลงตัวแล้ว ความมุ่งมั่นและความละเอียดในการเล่นรวมทั้งความไม่ประมาท น่าจะส่งให้ยูเวนตุสไปได้ไกลในเวทียุโรปจนอาจถึงแชมป์ที่รอคอยมานาน

ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2019/2020 ปลายทางของสโมสรยุโรปที่ต้องการปิดม่านด้วยถ้วยหูโต

บรรดาลีกฟุตบอลยุโรปต่างทยอยเปิดม่านฟาดแข้งกันอย่างคึกคัก ไล่เรียงไปตั้งแต่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่เปิดตัวไปก่อนใคร ตามมาด้วยบุนเดสลีกา เยอรมนี, ลาลีกา สเปน และกัลป์โซ เซเรีย อา อิตาลี ตามลำดับ ซึ่งทีมใหญ่ของแต่ละลีกต่างก็พยายามเสริมและปรับปรุงทีมเพื่อให้พร้อมต่อสู้แย่งชิงถ้วยที่มีความสำคัญสูงสุดของแต่ละลีก รวมไปถึงการเตรียมทีมที่ต้องพร้อมสู้ศึกกับบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ต่างลีกในฟุตบอลรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่อาจดูเป็นงานยากกว่าการที่ทีมใหญ่จะคว้าแชมป์ลีกภายในประเทศเสียอีก แต่นั่นก็คือปลายทางที่ทุกทีมต้องการพิสูจน์ความเป็นเจ้ายุโรป

พาเหรดสุดยอดสโมสรยุโรป การโม่แข้งระดับทวีปของบิ๊กทีมลีกดัง

อันที่จริงเมื่อทุกลีกในยุโรปเริ่มปิดฉากลงหลังทราบว่าใครเป็นแชมป์เมื่อฤดูกาล 2018/2019 แฟนบอลก็คงพอมองเห็นเค้ารางของเส้นทางการก้าวไปสู่แชมป์ถ้วยหูโตกันบ้างแล้ว จากค่าสัมประสิทธิ์ผลงานโดยรวมของสโมสรแต่ละประเทศทำให้เราได้เห็นตัวเต็งจากประเทศต่าง ๆ ที่จะมีชื่อไปปรากฏอยู่ในโถเพื่อจับสลากในรอบแบ่งกลุ่ม โดยจะมีทีมจากอังกฤษ 4 ทีม คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล,

สเปอร์ และเชลซี ทีมจากอิตาลี 4 ทีม คือ ยูเวนตุส, นาโปลี, อินเตอร์ มิลาน และอตาลันตา ทีมจากสเปน 4 ทีม คือ บาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด,แอตเลติโก มาดริด และบาเลนเซีย เยอรมนีอีก 4 ทีม ได้แก่ บาเยิร์น มิวนิค, โบรุสเซีย ดอร์ทมุน, แอร์เบ ไลป์ซิก และไบเออ เลเวอร์คูเซน ส่วนฝรั่งเศสได้โควตา 3 ทีม โดยลียงจะต้องไปเล่นในรอบคัดเลือกเสียก่อน ปล่อยให้ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และลีลล์ เข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ก่อน 2 ทีม

จากชื่อทีมที่การันตีการเข้ารอบแบ่งกลุ่มที่พาเหรดทีมดังจากลีกระดับท็อปของยุโรปไว้อย่างคับคั่ง บรรดาแฟน ๆ ของแต่ละทีมต่างก็ต้องลุ้นกันว่าทีมรักของตนจะถูกจับไปเป็นทีมวางในโถใดเพื่อจับสลากแบ่งสายสู่รอบแบ่งกลุ่ม สำหรับปีนี้ทีมเต็งในโถที่ 1 ซึ่งจะเป็นตัวยืนของแต่ละสายประกอบด้วย ลิเวอร์พูล, แมนเชลเตอร์ ซิตี้, ยูเวนตุส, บาเยิร์น มิวนิค, บาร์เซโลนา, เชลซี, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนทีมใหญ่ที่หล่นไปอยู่ในโถที่ 2 ก็ได้แก่เรอัล มาดริด, สเปอร์ และดอร์ทมุนด์ หรือแม้แต่ในโถที่ 3 ก็ยังมีทีมอย่างอินเตอร์ มิลาน และบาเลนเซีย ที่ชื่อชั้นไม่ต่างจากสโมสรในสองโถแรกสักเท่าไร

เส้นทางที่มีความเป็นไปได้ กลุ่มแห่งความตายที่อาจเขี่ยทีมใหญ่ให้ตกรอบ

ความสนุกของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก มักจะเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งในรอบแบ่งกลุ่มเสียด้วยซ้ำ นั่นเพราะการจับสลากที่ชวนให้แฟนบอลลุ้นกันว่าทีมที่เชียร์จะจับพลัดจับผลูไปตกอยู่ในกลุ่มที่มีแต่บรรดาบี๊กทีม หรือที่เรียกว่ากรุ๊ป ออฟ เดธ หรือไม่ เพราะนั่นย่อมเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ทีมจะต้องปลิวตกรอบแบ่งกลุ่มไปก่อนใครได้อย่างไม่อยาก และต้องรอลุ้นกันต่อไปว่ายูฟ่าจะประกาศวันจับสลากแบ่งกลุ่มเมื่อใด

หากลองมาดูกันเล่น ๆ ถึงความเป็นไปได้สำหรับฤดูกาล 2019/2020 ย่อมมีโอกาสสูงมากที่จะมีกรุ๊ป ออฟ เดธได้ 2-3 กลุ่มเลยทีเดียว เพราะหากลียงผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จก็จะถูกจับไปอยู่ในโถที่ 3 อย่างแน่นอน คิดง่าย ๆ ว่าหากทีมอย่างอินเตอร์ มิลาน ซึ่งอยู่โถ 3 ต้องถูกจับไปอยู่กับทีมโถ 2 อย่างเรอัล มาดริด และเจอทีมในโถ 1 ทีมใดก็ได้ที่ไม่ใช่เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก หรือลียง ถูกจับไปอยู่สายเดียวกับดอร์ทมุนด์ และบรรดาทีมในโถที่ 1 จะเห็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ดังนั้น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2019/2020 จึงน่าจะเป็นฤดูกาลหนึ่งที่เข้มข้นชวนให้ลุ้นกันยาว ๆ ว่าใครจะได้ครองถ้วยหูโตในท้ายที่สุด 

อาร์เซนอล สุดยอดทีมที่กลับคืนสู่สามัญด้วยวัฏจักรและความเปลี่ยนแปลงของโลกฟุตบอล

ปลายยุค 90 ถือเป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองของอาร์เซนอลยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนอย่างแท้จริง ไอ้ปืนใหญ่คือทีมที่เล่นบอลได้อย่างสวยงามลงตัวทุกตำแหน่งตั้งแต่กองหน้าจนถึงผู้รักษาประตู ผู้จัดการทีมและนักเตะทุกคนล้วนเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้สโมสร แต่วัฏจักรของทุกสิ่งบนโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเมื่อถึงจุดสูงสุดก็จำเป็นต้องกลับคืนสู่สามัญดังเช่นอาร์เซนอลในทุกวันนี้ที่ยังคงพยายามตามหาร่องรอยความสำเร็จอย่างในอดีต

เวนเกอร์ ชายผู้สร้างปืนใหญ่ที่ไร้เทียมทานภายใต้ข้อจำกัดแบบนักธุรกิจ

อาร์แซน เวนเกอร์ คือ ยอดกุนซือที่ดลบันดาลความสำเร็จให้ทีมไอ้ปืนใหญ่อย่างมากมายที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ของสโมสรเคยมีมา เขาพลิกโฉมจากทีมที่เล่นบอลสไตล์อังกฤษแบบดั้งเดิมโยนจากด้านข้างอาศัยกองหน้าร่างใหญ่ทำประตูด้วยลูกกลางอากาศ และเน้นผลการแข่งขันที่ไม่สนใจความสนุกสนานสวยงามของเกมฟุตบอล ให้กลายเป็นทีมที่เล่นบอลบนพื้นเป็นส่วนใหญ่การเจาะหาช่องด้วยการทำชิ่งอย่างสวยงามและบดขยี้คู่แข่งไปเรื่อยจนกว่าเสียงนกหวีดจะดังขึ้นทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นทีมที่เล่นบอลได้สนุก สวยงาม และไร้เทียมทานดังขุนพลในชุดไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003/2004 นั่นเอง

เอกลักษณ์ของอาร์เซนอลในทุกยุคสมัยคือการไม่ทุ่มซื้อนักเตะจนเกินไปเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเงินที่มีสมดุลในมุมมองของนักธุรกิจ แม้ในยุคเวนเกอร์ที่สร้างทีมจนเกรียงไกรก็ไม่เว้น แม้อาร์เซนอลจะประสบความสำเร็จมากมายแต่เวนเกอร์เลือกซื้อนักเตะเท่าที่จำเป็นเสริมเข้าสู่ทีมแบบค่อยเป็นค่อยไปส่วนมากก็ไม่ใช่ระดับดาวดังราคาสูงจนเกินไป หากแต่ความเฉียบแหลมของยอดกุนซือเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเสาะหานักเตะที่เหมาะสมกับระบบของทีมจนปลุกปั้นให้ผู้เล่นทุกคนเล่นผสานกันได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ

ความหวังที่ปลายอุโมงค์ กับการสร้างทีมเพื่อลุ้นแชมป์ตามแบบอูไน เอเมรี

สภาพการแข่งขันในตลาดนักเตะที่ดุเดือดจนราคาพุ่งไปไกลเกินจริงหากเทียบกับในอดีต แต่รูปแบบการบริหารธุรกิจของอาร์เซนอลยังคงเดิม อีกทั้งนักเตะที่ทีมสร้างจนเป็นสตาร์ก็ถูกปล่อยออกด้วยเหตุผลทางธุรกิจเป็นสำคัญ เวนเกอร์จึงทำได้เพียงประคองให้สโมสรเกาะกลุ่มอยู่ในอันดับท็อปโฟร์และห่างไกลคำว่าลุ้นแชมป์เรื่อยมาจนในที่สุดการหันหลังให้สโมสรจึงเป็นทางออกของทุกฝ่าย อูไน เอเมรี จึงถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อกอบกู้ความยิ่งใหญ่นั้นกลับมาให้กับสโมสร

เมื่อดูจากฤดูกาลแรกของเอเมรีแล้ว คงเป็นเรื่องหนักใจสำหรับกองเชียร์ด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะจุดอ่อนของอาร์เซนอลมีหลายจุดที่ต้องปรับจูน เกมรุกที่ดูมีทรงบอลที่ดุดันสวยงามอาจไม่ต่างจากยุคเวนเกอร์เท่าไร แตกต่างจากเกมรับที่ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ใช่ได้นับแต่ยุคสมัยขุนพลไร้พ่ายที่มีทั้ง โซล แคมป์เบลล์ และโคโล ตูเร เป็นคู่เซ็นเตอร์ และมีปาทริค วิเอรา คอยปัดกวาดเป็นกลางตัวรับ การเสริมทีมในฤดูกาลที่ 2 ของเอเมรีจึงน่าจับตามองว่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ ตลาดนักเตะสำหรับทีมในพรีเมียร์ลีกปิดตัวลงไปเมื่อ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ปืนใหญ่ถือว่าเสริมทีมได้น่าสนใจ ได้ทั้งดาวิด ลุยซ์ และคีแรน เทียร์นีย์ มาเสริมความแน่นให้แผงหลัง อีกทั้งการยืมตัวดานี เซบายอส ก็คงทำให้แผงกลางมีมิติขึ้นทั้งรุกและรับ รวมถึงปีกตัวจี๊ดอย่างนิโกลาส์ เปเป้ ที่ทุ่มซื้อเป็นสถิติสโมสรก็น่าจะทำให้แฟนบอลปืนใหญ่มีความหวังที่จะได้เห็นทีมมีโอกาสอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ได้มากกว่าหลายฤดูกาลที่ผ่านมา

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอดกุนซือมากฝีมือ ผู้เสพติดความสมบูรณ์แบบและชัยชนะ

ฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม ผู้เล่นทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญแต่ละชิ้นที่ประกอบกันเพื่อสร้างความสำเร็จมาสู่สโมสร แต่ฟันเฟืองทุกชิ้นคงไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพหากผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมันสมองของสโมสรไม่สามารถประกอบฟันเฟืองแต่ละตัวให้ทำงานสอดรับกันอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น บุคคลที่คอยทำหน้าที่อยู่ข้างสนามอย่างผู้จัดการทีมฟุตบอลจึงเปรียบเสมือนหัวใจแห่งความสำเร็จที่ทุกสโมสรให้ความสำคัญ

ชายผู้มีปรัชญาแห่งฟุตบอลที่สวยงาม ผู้บันดาลความสำเร็จให้กับทุกสโมสร

ผู้จัดการทีมฟุตบอลที่จัดอยู่ในกลุ่มยอดคนสมองเพชรแห่งยุคสมัยนี้มีอยู่หลายราย อาทิ โชเซ่ มูรินโญ่, อันโตนิโอ คอนเต้, เจอร์เกน คล็อปป์ และขาดไม่ได้กับชายที่ชื่อว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอดกุนซือผู้ฝากผลงานความสำเร็จไว้ให้กับทุกสโมสรที่ย่างเท้าเข้าไปรับหน้าที่ผู้จัดการทีม ในสมัยเด็กเป๊ปเติบโตมากับฟุตบอลแบบบาร์เซโลนา เป็นผลผลิตจากศูนย์ฝึกเยาวชน ลา มาเซีย ด้วยความเข้มงวดและขึ้นชื่อเรื่องการสร้างนักเตะอาชีพที่พัฒนาทั้งฝีเท้าและปรัชญาการเล่นฟุตบอลที่สวยงาม แม้ในสมัยเป็นนักเตะอาชีพเขาอาจไม่ได้เป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการแต่ก็จัดอยู่ในประเภทนักเตะฝีเท้าดีที่พาบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ได้ไม่น้อย และนั่นคือรากฐานที่ถูกปลูกฝังให้กลายฟุตบอลแบบเป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

ฟุตบอลแบบ Tiki-Taka คือสไตล์การเล่นที่สร้างชื่อให้กับเป๊ป สามารถสร้างให้บาร์เซโลนากลายเป็นยอดทีมไร้เทียมทานแห่งยุค จนแฟนบอลขนานนามว่าทีมจากต่างดาวที่ไม่มีสโมสรใดบนโลกนี้จะต่อกรด้วยได้ แม้ความอิ่มตัวจากความสำเร็จที่ล้นทะลักย่อมทำให้ยอดโค้ชเลือกหันหลังให้กับทีมแห่งกาตาลัน แต่เพชรย่อมเป็นเพชรเขาแสดงให้เห็นว่าปรัชญาการทำทีมของเขาไม่ได้ใช้ได้กับบาร์เซโลนาได้เพียงทีมเดียวเท่านั้น บาเยิร์นมิวนิกคืออีกหนึ่งสโมสรที่ถูกเป๊ป ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้เข้ากับปรัชญาการทำทีมของตนเอง แม้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ไม่ได้กวาดโทรฟีมากมายดังเช่นที่สเปนแต่เป๊ปก็สามารถสร้างฟุตบอลที่สวยงามให้แฟนบอลได้ตื่นตาตื่นใจ และกับสโมสรปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ซึ่งเป๊ปได้แสดงเอกลักษณ์การทำทีมของตนเองให้กระฉ่อนโลกอีกครั้ง ทีมเรือใบสีฟ้าชุดปัจจุบันเข้าขั้นยอดทีมแห่งยุคสมัยก็ว่าได้ด้วยรูปแบบเกมรุกที่รวดเร็ว แม่นยำ การต่อบอลน้อยจังหวะตามสไตล์ของเป๊ปถูกปลูกถ่ายให้กับนักเตะทุกคน การคว้าทุกถ้วยบนเกาะอังกฤษตอกย้ำความเป็นเป๊ปได้เป็นอย่างดี และหากเรือใบสีฟ้าจะแล่นไปคว้าแชมป์เจ้ายุโรปในเร็ววันนี้ก็คงยิ่งทำให้ชื่อเป๊ป กวาร์ดิโอลา กลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวขานไปอีกนาน

ยอมหักไม่ยอมงอ วิถีฟุตบอลที่พร้อมแตกหักเพื่อเป้าหมายสูงสุดของทีม

ชายผู้เสพติดความสมบูรณ์แบบเข้าขั้นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ คือลักษณะนิสัยที่จริงจัง มุ่งมั่นเพื่อผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมไร้ที่ติ อาจฟังดูเกินจริงในโลกของฟุตบอลอาชีพ แต่คำว่าเกินจริงคงใช้ไม่ได้กับผู้ชายอย่างเป๊ป การสร้างทีมของเขาต้องสมบูรณ์แบบ เขาใส่ใจทุกรายละเอียดโดยไม่ยอมปล่อยให้เรื่องไม่ถูกต้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านไปอย่างไม่ได้รับการแก้ไข จนบางครั้งมันก็อาจกลายเป็นข้อเสียส่วนตัวที่เขามักมีปัญหากับลูกทีม หรือบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเขาอยู่บ่อยครั้ง บางรายยังเลยเถิดไปจนถึงขั้นแตกหักต้องแยกทางกันไปก็มีไม่น้อย

วิถีฟุตบอลของเป๊ปมีความตรงไปตรงมา ถ้าเป้าหมายคือความสำเร็จผู้เกี่ยวข้องทุกคนก็ต้องทำตามรูปแบบที่เขาวางไว้ทุกกระเบียดนิ้ว นั่นจึงทำให้ทุกทีมที่เขาเลือกรับหน้าที่โค้ชล้วนมีถ้วยรางวัลประดับตู้โชว์ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำคือความรักในกีฬาฟุตบอลที่สามารถแสดงออกมาด้วยปรัชญาการทำทีมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างแท้จริง

คืนวันที่ผันเปลี่ยนของสโมสรเชลซี จากจุดสูงสุดที่ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

สโมสรเงินถุงเงินถังอย่างเชลซีจัดเป็นทีมประเภทอยากได้ใครก็ต้องได้ นับตั้งแต่โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรสำเร็จมหาเศรษฐีแห่งดินแดนหมีขาวก็ร่ายเวทย์มนต์ด้วยเม็ดเงินของเขาบันดาลความสำเร็จมาสู่เชลซีอย่างยิ่งใหญ่ จากทีมระดับกลางของพรีเมียร์ลีกกลับกลายเป็นทีมหัวแถวที่ลุ้นแชมป์ทุกฤดูกาล ทีมสิงโตน้ำเงินครามจึงเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ด้วยหลักฐานอย่างถ้วยรางวัลการแข่งขันทุกรายการทั้งในประเทศและระดับทวีปยุโรป  

อับราโมวิชผู้พาเชลซีก้าวมาไกลเกินฝัน ทุกสิ่งเป็นจริงได้เพียงปลายนิ้วสั่ง

นับตั้งแต่ปี 2004 ที่อับราโมวิชได้เข้ามาถืออำนาจเบ็ดเสร็จในสโมสร เขาจัดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแทบจะทันทีทันใด ด้วยนิสัยของนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีที่กล้าทุ่มกล้าเสี่ยง นับตั้งแต่การดึงโชเซ มูรินโญ ยอดกุนซือฟอร์มร้อนในขณะนั้น รวมทั้งการกว้านซื้อนักเตะระดับสตาร์อีกหลายรายโดยไม่สนใจรายจ่ายที่เสียไปว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และนั่นถือเป็นความเสี่ยงที่คุ้มสุดคุ้มดังที่เห็นในทุกวันนี้ เชลซีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และอีกหลายครั้งตามมา รวมทั้งถ้วยใหญ่สุดของทวีปยุโรป ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ก็ยังสามารถนำมาประดับตู้โชว์ได้เป็นผลสำเร็จ การลงทุนแบบบ้าคลั่งของอับราโมวิชจึงน่าจะคุ้มค่าตอบสนองความต้องการของเขาได้ทุกเพนนีเลยทีเดียว

การสร้างสโมสรของอับราโมวิชเป็นแบบตรงไปตรงมา ตัวเองอยากได้นักเตะคนไหนก็จะเข้าแทรกแซงการซื้อขายโดยไม่สนใจโค้ชหรือรูปแบบวิธีการที่เหมาะสม และนี่จึงเป็นจุดหนึ่งที่เชลซีมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ฤดูกาล 2018/2019 เป็นเพียงฤดูกาลเดียวที่เมาริซิโอ ซาร์รี ได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม ด้วยผลงานของสโมสรที่ไม่เข้าตาแม้คว้าแชมป์ถ้วยรองเวทียุโรปมาครองก็สั่งฟ้าผ่าปลดกันแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องให้เวลาแก้ตัวทั้งที่เพิ่งให้เวลาทำงานไปเพียงหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น และกุนซือผู้รับชิ้นเผือกร้อนคนล่าสุดอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้เป็นตำนานของเชลซีครั้งยังเป็นนักเตะแต่ยังถือว่าใหม่สำหรับงานกุนซือ เขาจะสามารถพาทีมกลับสู่เส้นทางความสำเร็จที่เข้าตาผู้เป็นเจ้าของสโมสรได้มากน้อยแค่ไหนจึงเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม

แฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้กอบกู้ศรัทธาเชลซี ภายใต้ข้อจำกัดที่ยากเกินบรรยาย

เชลซีมักซื้อนักเตะบิ๊กเนมที่พร้อมใช้ได้เลยทันทีเพื่ออุดรอยรั่วในตำแหน่งต่าง ๆ ให้กับทีม แม้ต้องใช้เงินมากแต่ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติเช่นว่าจะไม่เกิดขึ้นกับทัพสิงโตน้ำเงินครามในฤดูกาล 2019/2020 จากกรณีถูกแบนตามกฎ Protection of Minors ที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎการซื้อขายนักเตะเยาวชน และแน่นอนว่าหากสภาพของทีมก่อนปลดซาร์รีนั้นไม่ได้ฉายแววทีมที่มีลุ้นแชมป์รายการใหญ่ฉันใด การเริ่มต้นของแลมพาร์ดในฤดูกาลใหม่ที่ไม่สามารถเสริมนักเตะใหม่ได้ตามต้องการก็คงไม่ต่างกันฉันนั้น อักทั้งการที่ทีมต้องเสียเอเดน อาร์ซาร์ หัวใจเกมรุกของทีมก็ยิ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับแลมพาร์ด

การทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าในดีลคริสเตียน พูลิซิซ จึงเป็นเพียงความหวังเดียวที่อาจพอลุ้นให้เขาสร้างคุณภาพให้กับทีมได้ใกล้เคียงกับที่อาร์ซาร์เคยทำไว้ สิ่งที่แลมพาร์ดจะพอทำได้อีกเรื่องนั่นคือการผลักดันนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดี เช่น เมสัน เมาท์ และ แทมมี่ อับราฮัม ซึ่งก็พอเห็นแววฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมอยู่ไม่น้อย เวลาของแลมพาร์ดในการสร้างเชลซีขึ้นใหม่จะยาวนานแค่ไหนผลงานในสนามจะเป็นคำตอบ และคนที่ตัดสินชี้ขาดคงไม่พ้นอับราโมวิชคนเดิม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดยอดสโมสรที่มากด้วยความสำเร็จกับทิศทางที่เริ่มออกทะเล

หากจะยกให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาสโมสรฟุตบอลที่ขับเคี่ยวกันในลีกที่ดีที่สุดอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษก็คงจะถูกต้องแล้ว เพราะนับแต่ดิวิชันหนึ่งอังกฤษถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีก ยังไม่มีทีมใดนำถ้วยรางวัลไปประดับสโมสรได้มากเท่าทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ได้เลย แต่แล้วเหมือนวิมานความสำเร็จของบรรดาเรด เดวิล ต้องพังทลายลงด้วยเพราะการประกาศวางมือของบรมกุนซือที่ชื่อ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้นำพายูไนเต็ดออกห่างจากความสำเร็จออกไปทุกที

มาตรฐานที่ยากเกินจะเทียบเคียงของเฟอร์กูสัน ข้อสอบที่ยากยิ่งสำหรับยอดโค้ช

การที่เฟอร์กูสันสร้างความสำเร็จไว้มากมาย อาทิ แชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย และยังเป็นทีมเดียวที่สามารถครองแชมป์ลีกสูงสุด 3 สมัยซ้อนได้ถึง 2 หนด้วยกัน อีกทั้งครองเจ้ายุโรปได้ถึง 2 สมัย โดยยังไม่นับรวมแชมป์รายการถ้วยต่าง ๆ อีกหลายรายการย่อมทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่และถูกคาดหวังถึงคุณภาพของทีมที่มีมาตรฐานสูงอยู่เสมอ ซึ่งหลังจากพายูไนเต็ดครองความยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นสมัยที่ 20 เฟอร์กูสันก็ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีมลงทันที

เมื่อเฟอร์กูสันประกาศวางมือจึงเป็นงานหนักที่สโมสรต้องหาผู้จัดการในระดับที่พอวางใจได้เพื่อสืบทอดความยิ่งใหญ่ของสโมสรต่อไป นับแต่เดวิด มอยส์ ที่ถูกคาดหวังว่าเป็นกุนซือฝีมือดีจากผลงานการสร้างรากฐานฟุตบอลที่สวยงามให้กับเอฟเวอร์ตัน ส่งต่อมาที่หลุยส์ ฟาน กัล ยอดกุนซือผู้เอกอุไปด้วยความสามารถทั้งการพาทีมสโมสร และทีมชาติไปสู่จุดสูงสุดมาแล้วหลายต่อหลายทีม กระทั่งโชเซ มูรินโญ่ สุดยอดผู้จัดการทีมคนหนึ่งในยุคนี้ก็ได้รับหน้าที่กุมบังเหียนให้กับปีศาจแดงมาแล้ว และทุกคนล้วนถูกคาดหวังในการพาทีมกลับไปประสบความสำเร็จดังวันวานกันทั้งสิ้น แต่ผลงานที่ปรากฎกลับไม่เป็นเช่นนั้น มูรินโญ่เป็นคนเดียวที่พาทีมไปสู่แชมป์แบบจับต้องได้ทั้งลีก คัพ และยูโรปา ลีก กระนั้นผลงานในพรีเมียร์ลีก ก็กระท่อนกระแท่นและรูปแบบการเล่นของทีมที่ดูจะไม่มีอนาคตสักเท่าไร ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครดีพอจะพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับไปอยู่บนเส้นทางที่ใกล้เคียงกับความสำเร็จได้เลย

บทเรียนราคาแพงของคู่แข่ง ที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับปิศาจแดง

เส้นทางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจดูคล้ายลิเวอร์พูลในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุดที่กอบโกยความสำเร็จเข้าสโมสรอย่างบ้าคลั่ง จนวันหนึ่งถึงจุดอิ่มตัวที่ทีมต้องมีการเปลี่ยนแปลงก็กลายเป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทลายยอดปราสาทแห่งความสำเร็จ จนต้องเริ่มก่อสร้างกันใหม่ตั้งแต่ฐานราก โอเล กุนนาร์ โซลชา กุนซือผู้เป็นลูกหม้อให้กับเรด เดวิลตั้งแต่สมัยค้าแข้ง จึงเป็นอีกหนึ่งคำถามว่าจะสามารถเรียกศรัทธาของแฟนบอลให้กลับมาเชื่อมั่นในทีมได้อีกครั้งในเร็ววันหรือไม่

30 ปีที่หงส์แดงห่างไกลจากแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษอาจเป็นสิ่งที่เตือนใจชั้นดีให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายเกินไป การเคลื่อนไหวในตลาดนักเตะก่อนเปิดฤดูกาล 2019/2020 ถือว่าไม่ได้หวือหวามากนักนอกจากแนวรับราคาแพง 2 ราย แฮร์รี แม็กไกวร์ และอารอน วาน-บิสซากา ทั้งที่ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขอีกมากมาย แฟนบอลย่อมหวั่นใจแน่นอน และการที่ปล่อยให้ทีมร้างราความสำเร็จไว้นานวันย่อมสุ่มเสี่ยงต่อผลร้ายระยะยาวอย่างที่ลิเวอร์พูลเคยพบเจอ ฤดูกาลนี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญบทหนึ่งของทีมบริหารสโมสร และโซลชาที่ต้องรีบหันหัวเรือทีมปิศาจแดงให้กลับเข้าฝั่งโดยเร็วก่อนจะสายเกินไป

ชีวิตดั่งรถไฟเหาะของ “อาเดรียน” ผู้รักษาประตูฟ้าลิขิต

ชัยชนะของลิเวอร์พูลเหนือคู่แข่งร่วมลีกอย่างเชลซีในนัดชิงแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ 2019 ไม่เพียงแต่เป็นแชมป์รายการแรกในฤดูกาลใหม่ของลิเวอร์พูลเท่านั้น แต่ยังเป็นแชมป์รายการแรกในชีวิตค้าแข้งของ “อาเดรียน” ผู้รักษาประตูคนใหม่ ที่ได้โอกาสลงเฝ้าเสาในเกมนั้นอีกด้วย

                อาเดรียน เริ่มต้นเล่นฟุตบอลในวัยเด็กด้วยตำแหน่งศูนย์หน้าและปีก แต่เมื่อผู้รักษาประตูประจำทีมย้ายออกไป เขาจึงได้ย้ายมาประจำตำแหน่งผู้รักษาประตูแทน ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ อาเดรียนได้รับการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ รีล เบติส ตั้งแต่อายุ 11 ปี จนกระทั้งได้รับโอกาสประเดิมสนามในฐานะผู้รักษาประตูมือหนึ่งของรีล เบติส ในปี 2012 เก็บคลีนชีทไปได้ 11 นัด ถือเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ของลาลีก้า และได้ไปแข่งขันฟุตบอลยูโรปาในฤดูกาลถัดไป โดยไฮไลท์สำคัญอยุ่ที่นัดเปิดบ้านชนะรีล มาดริดด้วยสกอร์ 1-0 โดยนัดนี้อาเดรียนได้รับตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์

                ในปี 2013 เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ “แซม อัลลาร์ไดซ์” คว้าตัวอาเดรียนสู่เกาะอังกฤษและถูกส่งลงเล่นทันทีในเกมลีกคัพ ซึ่งสามารถเอาชนะเชลเทนแฮม ทาวน์ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ก่อนจะถูกเลือกให้เปิดตัวบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วงคริสมาสต์ในเกมใหญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนยึดตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งมาครองได้ในที่สุด แถมยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเวสต์แฮมตั้งแต่ปีแรก ก่อนจะพ่ายให้กับ “มาร์ค โนเบิล” กัปตันผู้แบกทีมจนรอดจากการตกชั้น ตลอดระยะเวลา 6 ปี อาเดรียน ลงเฝ้าเสาประตูให้ขุนค้อนไปสิ้น 125 นัด ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับ “ลูคัส ฟาเบียนสกี้” จนไม่มีโอกาสลงสนามในพรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล 2018-19 และถูกปล่อยตัวออกจากทีมหลังหมดสัญญา

                ผู้รักษาประตูชาวสเปนกลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ ต้องลงซ้อมกับโค้ชผู้รักษาประตูส่วนตัวเพื่อเรียกความฟิตระหว่างรอการติดต่อจากสโมสรต่าง ๆ และก็เป็นลิเวอร์พูลที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาเพื่อให้เป็นตัวแทน “ซิมง มิโญเล่ต์” ผู้รักษาประตูมือสองที่ย้ายสำมะโนครัวกลับภูมิลำเนาไป เขาไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสอันงามนี้ไว้ แม้รู้ดีว่าคงไม่มีโอกาสให้ลงแสดงฝีมือมากนัก เห็นได้จากปีก่อนที่ “อลิสซอน เบ็คเกอร์” ถูกส่งลงสนามไปถึง 51 นัด แต่แล้วโชคชะตาก็เป็นใจเมื่อผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิลมีอาการบาดเจ็บตั้งแต่นัดเปิดสนามจนต้องเปลี่ยนตัวออก ซึ่งคาดว่าต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บเป็นเดือน

                อาเดรียนถูกเปลี่ยนลงสนามในนาทีที่ 39 ได้โอกาสลงสนามรับใช้ลิเวอร์พูลตั้งแต่นัดแรกหลังเซ็นสัญญาร่วมทีมเพียง 4 วัน ก่อนจะได้เป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมถัดไปกับเชลซี โดยเซฟจุดโทษลูกสุดท้ายของ “แทมมี่ อับราฮัม” ส่งหงส์แดงเป็นแชมป์ซุปเปอร์คัพในที่สุด กลายเป็นฮีโร่สำหรับแฟนบอลและเซียนพนันในเว็บ VWIN ในชั่วข้ามคืน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันยังเป็นนักเตะไร้สังกัดอยู่เลย แต่เหมือนสวรรค์จะเล่นตลกไม่เลิกเมื่อเจอกับเซาแธมป์ตันในเกมต่อมา จากจังหวะส่งคืนหลังธรรมดา อาเดรียนดันเตะเคลียร์บอลไปติด “แดนนี่ อิงส์” เข้าประตูไป ดีที่ทีมทำประตูตุนไว้ก่อนจึงเก็บชัยชนะไว้ได้ แม้หลังเกม “เจอร์เกน คล็อปป์” จะให้สัมภาษณ์ถึงจังหวะนั้นว่าไม่มีปัญหาอะไรตราบที่ทีมยังเก็บชัยชนะได้อยู่ แต่ฮีโร่จากนัดก่อนก็ไม่รอดจากการุมถล่มอย่างหนักจากแฟนหงส์แดง

                ช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดผ่านเข้ามา ถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้รักษาประตูวัย 32 ปี ต้องรอดูว่าเขาจะใช้โอกาสที่ยังอยู่ในมือสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้ขนาดไหน ซึ่งผลงานในสนามจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง

จตุรเทพปราการหลังแห่งฤดูกาล 2018/2019

“ศักยภาพในเกมรุกของทีมจะเป็นจุดชี้วัดชัยชนะ แต่ศักยภาพในเกมรับจะส่งผลให้คุณเป็นแชมป์” นี่คือคำกล่าวของบรมกุนซือผู้สร้างตำนานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้แก่สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในตำแหน่งปราการหลังของทีม ที่ถือเป็นรากฐานสำคัญในการนำพาทีมฟุตบอลทีมหนึ่งประสบความสำเร็จในโลกของฟุตบอล

และในเวลานี้ การแข่งขันฤดูกาล 2018/2019 ได้ดำเนินมาจนใกล้จะถึงปลายทางแล้ว แต่ละสโมสรต่างกำอาวุธที่มีห้ำหั่นใส่กันอย่างดุเดือด แน่นอนว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือเหล่าบรรดากองหลังที่จะคอยปกป้องไม่ให้ประตูที่ทีมสามารถทำได้ กลายเป็นไร้ความหมายเมื่อโดนทะลวงป้อมปราการเข้ามาทำประตูพลิกแซงไปคว้าชัยชนะในภายหลัง

แล้วมีนักเตะตำแหน่งกองหลังรายใดบาง ที่ทำผลงานอย่างโดดเด่นที่สุดในฤดูกาลนี้

อายเมริค ลาปอร์เต้ปราการหลังชาวฝรั่งเศสของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นหนึ่งในกองหลังตัวหลักภายใต้การนำทัพของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยตลอดการลงเล่นในฤดูกาล 2018/2019 ลาปอร์เต้ ถือเป็นหนึ่งในกองหลังรูปแบบสมัยใหม่ ที่นอกจากจะต้องมีการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นแล้วนั้น ยังต้องมีการวางบอลทำเกมจากแนวหลังได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีสถิติการผ่านบอลสำเร็จอยู่ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นการผ่านบอลเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 85.6 ครั้ง ผ่านบอลยาวเฉลี่ย 5 ครั้งต่อเกม และเคลียร์บอลอันตรายเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 2.6 ครั้ง

จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กองหลังวัยเก๋าสายพันธุ์ดุของสโมสร ยูเวนตุส ที่ถึงแม้จะอยู่ในวัยที่ล่วงเลยถึง 34 ปี แล้ว แต่ด้วยฝีมือและประสบการณ์ทำให้ยังยึดตำแหน่งแผงหลังตัวหลัก และสร้างผลงานให้กับสโมสรได้ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากเดิม ด้วยผลงานการยืนคุมตำแหน่งและความนิ่งที่สร้างความมั่นคงในแดนหลังให้กับทีม พร้อมสถิติการเคลียร์บอลอันตรายหน้ากรอบเขตโทษเฉลี่ยถึง 3.4 ครั้งต่อเกม และชนะการดวลกลางอากาศเฉลี่ยต่อเกม 2.2 ครั้ง ทำให้ยังคงยึดตำแหน่งกองหลังอันดับต้น ๆ ของโลกได้เรื่อยมา

คาลิดู คูลิบาลี่ปราการหลังร่างยักษ์แห่งทัพนาโปลี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพาสโมสรท้าทายขั้วอำนาจใหญ่ในปัจจุบันของสโมสรในอิตาลีอย่าง ยูเวนตุส ด้วยความเร็วและการยืนปักหลักในแดนหลังอย่างมั่นคง บวกกับสถิติการเข้าสกัดสำเร็จเฉลี่ยถึง
 2 ครั้งต่อเกม แย่งบอลจากคู่แข่งสำเร็จ 1.2 ครั้งต่อเกม บล็อกลูกยิงคู่แข่งเฉลี่ย 1 ครั้งต่อเกม และมีสถิติการชนะการดวลลูกกลางอากาศเฉลี่ยต่อเกมสูงถึง 2.4 ครั้ง ทำให้ คาลิดู คูลิบาลี่ เป็นหนึ่งในกองหลังอันดับต้น ๆ ของโลก และได้รับความสนใจจากสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป และหนึ่งในนั้นคือสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สุดท้ายคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ สุดยอดปราการหลังของสโมสร ลิเวอร์พูล ที่ได้รับคำชื่นชมมากมายจากเหล่าผู้จัดการทีม นักวิเคราะห์ และอดีตนักเตะชั้นนำทั่วโลก ด้วยความดุดันและครบเครื่องมากที่สุดเท่าที่นักเตะกองหลังควรจะมี ทำให้จากสถิติการลงเล่นตลอดฤดูกาล 2018/2019 ฟานไดค์มีสถิติการเคลียร์บอลอันตรายหน้ากรอบเขตโทษสูงถึง 5.3 ครั้งต่อเกม ชนะดวลกลางอากาศ 4.7 ครั้งต่อเกม จ่ายบอลยาวเฉลี่ยต่อเกม 5.7 ครั้ง และผ่านบอลสำเร็จคิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 89.6 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าตัวจะได้รับการขนานนามจากเหล่านักวิจารณ์และแฟนบอลจำนวนมากว่าเป็น ว่าที่กองหลังอันดับหนึ่งของโลก ในปัจจุบัน

เมื่อมหากาพย์ อาซาร์ มาดริด กลับมาอีกครั้ง

ภายหลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ทางสโมสร เรอัล มาดริด ประกาศการแต่งตั้ง ซีเนดีน ซีดาน กลับมานำทัพเหล่านักเตะราชัน ชุดขาว อีกครั้ง เริ่มมีกระแสที่สื่อสเปนหลายสำนักต่างรายงานตรงกันถึงเงื่อนไขที่ทาง ซีดาน ตั้งไว้กับฝ่ายบริหารว่า จะต้องเดินหน้าเซ็นสัญญานักเตะที่เขาต้องการอันดับหนึ่งมาโดยตลอดอย่าง เอแด็น อาซาร์ ให้ได้ จนกลายมาเป็นการจุดกระแสให้แฟนบอลพูดถึงข่าวการซื้อขายระหว่าง เรอัล มาดริด ที่ต้องการกระชาก อาซาร์ มาจากอ้อมอกสโมสร เชลซี หลังจากที่เป็นข่าวกันมาเนิ่นนานอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังถูกสุมไฟให้กระแสข่าวมีความร้อนแรงยิ่งขึ้นจากประโยคที่ดาวเตะเชลซีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงคำถามที่ว่า ถ้าให้เลือกระหว่าง โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยียม หรือ ซีดาน คุณอยากได้ใครเป็นผู้จัดการทีมมากกว่ากัน โดย อาซาร์ ได้กล่าวว่า “ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เราไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้ แต่ผมนับถือซีดานเป็นพิเศษ เขาเป็นต้นแบบของผม และทำให้ผมเริ่มหันมาเล่นฟุตบอล”

                โดยทางสื่อสำนักดังของทางสเปน ได้จัดการสำรวจแฟนบอลของ เรอัล มาดริด ว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางสโมสรซื้อใครเข้ามาเป็นรายแรกในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์นี้ ผลปรากฏว่าแฟนบอลสโมสรกว่าครึ่งโหวตให้ เอแด็น อาซาร์ มาเป็นอันดับหนึ่งที่ต้องการได้มาร่วมทัพในช่วงตลาดซื้อขายรอบที่จะถึงนี้ โดยคะแนนออกมาแซงหน้า เนย์มาร์ ดาวเตะชาวบราซิลอย่างขาดลอย

                แล้วเหตุใด ซีเนดีน ซีดาน และเหล่าแฟนบอล เรอัล มาดริด ถึงต้องการตัวนักเตะรายนี้

                จากการรวบรวมสถิติตลอดการลงเล่นให้กับสโมสรเชลซีในฤดูกาล 2018/2019 จะพบว่า เอแด็น อาซาร์ มีสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูที่ทางสโมสรทำได้เฉลี่ยสูงถึง 0.9 ประตูต่อเกม สร้างสรรค์โอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมเฉลี่ยต่อเกม 2.6 ครั้ง และมีสถิติการเลี้ยงผ่านคู่แข่งมากถึง 3.2 ครั้งต่อเกม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ดาวเตะชาวเบลเยียมรายนี้เป็นส่วนสำคัญในเกมรุกของทางสโมสร เชลซี อย่างมาก

                ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับเหล่าแนวรุกปัจจุบันที่อยู่กับสโมสร เรอัล มาดริด มาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็น แกเร็ธ เบล หรือ คาริม เบนเซม่า ก็ไม่มีใครที่มีสถิติการมีส่วนร่วมในเกมรุกได้มากเท่ากับ อาซาร์ โดย แกเร็ธ เบล และ คาริม เบนเซม่า นั้น มีสถิติการมีส่วนรวมกับประตูต่อเกมอยู่ที่ 0.5 และ 0.6 ตามลำดับ ขณะที่สถิติด้านการสร้างสรรค์โอกาส มีสถิติต่อเกมอยู่ที่ 0.7 ครั้ง และ 1.5 ครั้งตามลำดับ และสามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งต่อเกมได้เพียง 0.8 และ 1.1 ครั้งตามลำดับเท่านั้น

                ก็ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมผู้จัดการทีมและเหล่าสาวกของสโมสร เรอัล มาดริด ถึงอยากที่จะให้สโมสรคว้าตัว อาซาร์ มาร่วมทีม เพราะภายหลังการสูญเสียสุดยอดผู้เล่นในแนวรุกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปให้กับทาง ยูเวนตุส สโมสรก็ไม่สามารถหาคนที่มาทดแทนประสิทธิภาพในเกมรุกที่ขาดหายไปได้อีกเลย ดังนั้น เอแด็น อาซาร์ จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จะเข้ามานำพาสโมสร กลับไปครองความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ชายผู้ปลุกจิตวิญญาณยูไนเต็ด

นับตั้งแต่ที่ทางสโมสรปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ประกาศปลด โชเซ่ มูรินโญ่ และประกาศแต่งตั้ง
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตตำนานกองหน้าของสโมสร เข้ามารับตำแหน่งการเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว บรรยากาศในสโมสรก็ได้แปรเปลี่ยนไป ผลงานดีขึ้นผิดหูผิดตา สไตล์การเล่น ความมุ่งมั่นทุ่มเท ล้วนแล้วแต่ทำให้เหล่าแฟนบอลตื่นตาตื่นใจ และมองว่า นี่คือการกลับมาของ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง

                จากบทสัมภาษณ์อันหลากหลาย ที่สื่อต่างตั้งคำถามกับทางนักเตะของสโมสรว่า โซลชา ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในสโมสร เหล่านักเตะต่างตอบไปในทำนองเดียวกันว่า โซลชา รู้ความหมายของสโมรสรแห่งนี้เป็นอย่างดี และเขาต้องการถ่ายทอดให้เหล่านักเตะได้เข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้ สิ่งแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้บอกกับพวกเขาในวินาทีที่เข้ามาคุมทีม คือ “พวกคุณต้องแสดงให้เหล่าแฟนบอลเห็นว่า เราคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ”

                ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายดาวรุ่งของทีมได้กล่าวว่า “ผู้จัดการรู้ว่าจะเค้นความสามารถของเหล่านักเตะในทีมออกมาอย่างไร หากใครที่มีปัญหา หรือไม่สามารถเล่นได้ในระดับที่วางไว้ นักเตะสามารถที่จะเดินเข้าไปหาเขาได้ทันที เพื่อที่จะขอคำปรึกษา และหาข้อแก้ไขจุดบกพร่องอย่างตรงไปตรงมา”

                นอกจากการปรับแก้ไขปัญหาผลงานในสนามหรือภายในห้องแต่งตัวแล้ว อิทธิพลจากการที่ทางสโมสรแต่งตั้ง
โซลชา เข้ามารับตำแหน่ง ได้สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับภายในสโมสร โดย มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“นับตั้งแต่ที่ โอเล่ ได้เข้ามา เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างภายในสโมสรมากมาย ไม่ใช่แค่เหล่าพวกเรานักเตะเท่านั้น แม้กระทั่งพนักงานออฟฟิศที่อยู่กับพวกเรามาหลายปียังรู้สึกเลยว่า สโมสรมีบรรยากาศที่ดีขึ้น ผู้จัดการทีมได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเรา ว่าพวกเรายังสามารถพัฒนาศักยภาพไปได้อีกมาก และมันได้สร้างความมั่นใจให้กับพวกเราได้มากจริง ๆ ”

                ด้วยสไตล์การเล่นที่กลับไปเน้นเกมบุกสวนกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมั่นใจในศักยภาพของดาวรุ่งสโมสร อีกทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อ ที่มักจะให้สัมภาษณ์ในเชิงบวกแล้วเก็บปัญหาที่มีไว้จัดการกันเองภายใน และปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้ให้แก่เหล่านักเตะ ทำให้บรรดาเหล่าตำนานรุ่นพี่ที่เคยสังกัดกับทางสโมสร ต่างยกย่องเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ โซลชา ทำ คือการนำเอาวิธีการบริหารทีมของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาปรับใช้ และปลุกจิตวิญญาณความเป็น ยูไนเต็ด กลับขึ้นมาอีกครั้ง

                เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่า ทำไม สื่อ นักวิจารณ์ และแฟนบอล ถึงมองว่า นับตั้งแต่ปี 2013 ที่ตำนานกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้วางมือไป นี่คือ ยูไนเต็ด ที่มีสไตล์การเล่น และบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับเมื่อครั้งอดีตมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่ทำไม เหล่าแฟนบอลของสโมสรปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างลงความเห็นว่าอยากให้
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างถาวรต่อไปในระยะยาว